Monthly Archives: October 2007

ภิกษุสันดานกา

ป็นข่าวกันครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์และ โทรทัศน์ทีเดียว กับภาพงานศิลปะ “ภิกษุสันดานกา” รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานของ อ.อนุพงษ์ จันทร ภาควิชาวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

พระภิกษุและฆราวาสบางกลุ่มถึงกับออกมา ประท้วง และยื่นข้อเสนอในการถอดถอน ยุติการแสดงงานชิ้นนี้ รวมไปถึงการดำเนินการทางกฎหมายต่อศิลปินผู้วาดภาพ เนื่องจากประเด็นที่คิดว่าภาพเขียนชิ้นนี้ดูหมิ่น และทำให้พระสงฆ์เสื่อมเสีย รวมถึงความไม่เหมาะสมกับเมืองไทยที่เป็นเมืองพุทธศาสนา

ถือเป็นการเหมาะสมหรือไม่ กับการดำเนินการของภิกษุเหล่านี้?

นานมาแล้ว บทธรรมได้ถูกถ่ายทอด ในรูปแบบของภาพเขียนที่แฝงไว้ด้วยปริศนาธรรม ผู้ศึกษาธรรมะจักต้องพินิจพิเคราะห์เจตนาของภาพเขียน ที่ผู้วาดได้สอดแก่นคำสอนของธรรมะไว้ แล้วนำมาปฏิบัติตาม ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เคยกล่าวเกี่ยวกับการศึกษาธรรมจากภาพว่า

“… การศึกษาธรรมจากภาพนั้น ในชั้นแรกที่สุด จะต้องดูให้ออกเสียก่อน ว่ามันเป็นภาพอะไร หรือเขามุ่งหมายที่จะเขียนภาพอะไรนั่นเอง ในชั้นที่สอง จะต้องพินิจพิจารณาจนเข้าใจความหมายของภาพนั้นๆ ว่ามุ่งจะแสดงอะไรโดยแท้จริงถึงที่สุด และในขั้นที่สาม ซึ่งควรจะเป็นขั้นสุดท้ายนั้น คือ การน้อมเอาภาวะแห่งความหมายนั้นมาสู่จิต หรือภาวะของตัวเราเอง, ที่กำลังเป็นอยู่จริง ซึ่งอาจจะถึงกับสะดุ้ง เพราะภาพนั้นได้ด่าเรา สอนเรา ล้อเรา ถึงขนาดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสันดานของเรา ซึ่งหมายความว่ามันได้ช่วยชำระชะล้างกิเลสของเราได้ไม่น้อยทีเดียว…”

เนื้อหาในพระไตรปิฏก คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็มีคำสอน คำอธิบายเกี่ยวกับพระภิกษุลามกไว้ถึง 10 อย่าง ใช้เป็นเครื่องชี้วัดสำหรับฆราวาส ว่าภิกษุที่เรากราบไว้นั้นเป็นภิกษุดีหรือลามก

“…ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกก็เช่นเดียวกับกานี้แหละ เป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ๑๐ ประการอะไรกันเล่า? ๑๐ ประการ คือ ๑. ภิกษุลามก เป็นคนทำลายความดี ๒. ภิกษุลามก เป็นคนคะนอง ๓. ภิกษุลามก เป็นคนทะเยอทะยาน ๔. ภิกษุลามก เป็นคนกินจุ ๕. ภิกษุลามก เป็นคนหยาบคาย ๖. ภิกษุลามก เป็นคนไม่กรุณาปราณี ๗. ภิกษุลามก เป็นคนต่ำช้า ๘. ภิกษุลามก เป็นคนพูดเสียงอึง ๙. ภิกษุลามก เป็นคนปล่อยสติ ๑๐. ภิกษุลามก เป็นคนสะสมของกิน

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกเป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรมสิบประการเหล่านี้ แล …”

จะเห็นว่าภาพ “ภิกษุสันดานกา” จิตรกรต้องการสื่อถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับภิกษุที่ไม่ดี ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ภิกษุที่ปฏิบัตดี ปฏิบัติชอบเลย

การออกมาประท้วงครั้งนี้โดยภิกษุบางกลุ่ม แสดงให้เราเห็นว่า หลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้ถูกบิดเบือนจากหลักคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้า มายึดติดกับรูปและวัตถุ หรือแม้ว่าเจตนาของจิตรกรภาพเขียน จะแฝงด้วยเจตนาร้าย พระสงฆ์ก็มิควรออกมาเดินต่อต้าน ประท้วง หรือการออกมาให้สัมภาษณ์กับทางโทรทัศน์ด้วยอารมณ์โทสะ (รายการเรื่องเล่าเช้านี้ วันที่ 10/10/2550) เนื่องจากในพระไตรปิฏกก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่กิจของสงฆ์เลยแม้แต่น้อย

หรือการออกมาเดินขบวนครั้งนี้เป็นการเดือดเนื้อ ร้อนตัวของภิกษุลามก ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นในสังคมไทย ???

ไม่มีใครตอบได้ หรือคำตอบนั้นก็อยู่ในใจของเราทุกคน …

ที่มาข้อมูล “ภิกษุลามก 10 ประการ” : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Share

10 วิธีพิทักษ์ รักษ์โลก

เรื่องราวเกี่ยวกับมลภาวะบนโลก ได้รับความสนใจจากหลากหลายฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งมีหลายหน่วยงานจัดตั้งเพื่อรณรงค์ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนหันมาใส่ใจ ตระหนักและช่วยกันแก้ไขปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ทั้งเรื่องขยะล้นโลก น้ำเสีย สัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงโลกร้อนที่กลายมาเป็นเรื่อง Talk of The Town กันในตอนนี้

เรามาดูกันว่า วิธีที่จะรักษาโลกใบนี้ให้หน้าอยู่ โดยการเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเรา ทำได้อย่างไร

ลดปริมาณขยะ
1. โดยการทิ้งขยะให้เป็นที่
2. นำถุงพลาสติกที่ยังไม่มีการปนเปื้อนที่ได้มาจากร้านค้ามาใช้ใหม่
3. ลดการใช้โฟม เพราะโฟมไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

ลดการใช้พลังงาน
4. ลดการใช้พลังงานน้ำมัน โดยสารรถประจำทาง หรือรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่
5. ลดการใช้ไฟฟ้า เปิดไฟเท่าที่จำเป็น ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ในออฟฟิสบางแห่ง ได้ปิดไฟในช่วงเวลาพักเที่ยง เพื่อประหยัดพลังงาน
6. ดูรายการโทรทัศน์รายการเดียวกันในครอบครัว วิธีนี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เพิ่มอ๊อกซิเจนให้กับน้ำ
7. อย่าทิ้งขยะลงในแม่น้ำ
8. พบเห็นโรงงานปล่อยของเสียลงในแม่น้ำ ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ให้ทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการเอาผิดกับโรงงานนั้น ๆ ต่อไป

รักษาพันธุ์สัตว์ป่า
9. อย่าซื้อ ขาย สัตว์ป่า
10. สอดส่องผู้ที่กระทำผิด และทารุณสัตว์ป่า

ยังมีอีกหลายวิธีการที่จะปกป้องโลกนี้ไว้ แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ มีวิธีอะไรบ้างที่จะช่วยโลกใบนี้ให้อยู่ตลอดชั่วลูกชั่วหลานอย่างไรบ้าง ?

Share

เหมันตฤดู

ผ่านมาแล้วสามไตรมาส ย่างเข้าช่วงปลายปี ปลายฝน ต้นหนาว เวลาช่างไหลผ่านไปไวเหลือเกิน

ทุกสิ่งที่ผ่านมา และก็ผ่านไป
ทุกสิ่งที่กำลังหมุนมา ก็จะกลายไปเป็นอดีตในช่วงเวลาในแต่ละวินาที แต่ละวินาทีถัดไป

หลับตาลง ความรู้สึกที่ผ่านมาในอดีต คล้าย ๆ ราวกับว่ามันอยู่ใกล้เหลือเกิน
แต่ยามลืมตาตื่น ทุกสิ่งทุกอย่าง หลากหลายภาพ ได้เลือนหายไป ทิ้งเหลือไว้แต่ปัจจุบัน

…….. ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตในช่วงเวลาถัดไป ……

ผ่านมา 25 ปี รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่าง มันเพิ่งเกิดได้มาไม่นานนี้ ความทรงจำครั้งยังเด็ก ยังอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ภาพครั้งยังเป็นเด็กอนุบาล นักเรียนประถม มัธยม และนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นสีจาง ๆ
แต่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยสายใยแห่งรัก และความผูกพัน

ความสุข ความทุกข์หมุนเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียน
ช่วงเวลาที่ความสุขมาเยือน ก็รู้สึกสุขมากล้นเหลือ แต่บางทีความทุกข์ก็มาเคาะประตูแห่งอารมณ์ แล้วก็อยู่ในใจนานเหลือเกิน
บางคนสามารถเข้าใจ และรู้จักความทุกข์ และความทุกข์ก็จะหมุนไป แทนที่ความสุขที่มาสับเปลี่ยน
อนิจจา ที่บางคนที่ไม่สามารถเรียนรู้ การปรับตัวเข้ากับความทุกข์ ความสุขก็ดูเหมือนอยู่ห่างไกล ราวกับไม่อาจเอื้อมถึง
และแล้วมันก็หมุนเวียน เปลี่ยนไป เป็นอย่างนี้ทุก ๆ นาที ไม่รู้จักจบสิ้น

กาลเวลาไม่เคยทำร้ายใคร ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่ และทำใจยอมรับกับสิ่งที่มาพร้อมในแต่ละช่วงเวลา

บางสิ่งบางอย่าง ความทุกข์ทน ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนยากที่จะทนยอมรับ
แต่ถ้าลองปล่อยมันผ่านไป ไม่นาน …. ลองเหลียวย้อนไปดู พบว่า สิ่งนั้น เหมือนหลากหลายเรื่อง ที่มาพร้อมกับกาลเวลา ที่มาแล้วก็ผ่านไป
เรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผ่านไปนานเข้า มันก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก

เรียนรู้ที่การรักษาความสุขไว้ และเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความทุกข์ นี่ละรสชาติของชีวิต ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่ว่าเด็กหรือคนสูงอายุ

ตลอดเวลา และตลอดไป …

Share
Page 1 of 11