วิีถีเกษตรธรรมชาติ

ภายใต้ยุคการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ ที่เน้นการรุกคืบเข้าสู่ประเทศด้อยพัฒนาโดยมิติแห่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  วางรากฐานแนวคิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การค้าและเทคโนโลยี ทะลายกำแพงทางวัฒนธรรมสู่สังคมต่าง ๆ ตั้งแต่สัมคมชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นรากหญ้า ส่งผลกระทบมากมายในสังคมประเทศเกษตรกรรมในทุก ๆ ด้าน

แนวคิดทางอุตสาหกรรม และการค้าสมัยใหม่ ทำให้ทัศนคติต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตรกรรมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล  การดำรงชีวิตด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างพอเพียงหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน  อิทธิพลจากความรู้ทางการเกษตรแนวใหม่ได้พร่ำสอนให้มนุษย์กบฏต่อธรรมชาติ มุ่งถึงผลผลิตที่เน้นปริมาณ และคำนึงถึงกำไรสูงสุดที่ได้จากการค้าขาย  เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างน่าหวาดวิตก โดยไม่ตระหนักในผลกระทบและการเสื่อมถอยของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่มีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ

วิทยาศาสตร์สอนให้ชาวนาปฏิรูปการเกษตร เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้น การใช้ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงหลักการเกษตรสมัยใหม่ที่มีฐานความรู้จากห้องทดลอง เน้นการคิดแบบแยกส่วน การเกษตรถูกย่อยเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ความรู้เรื่องดิน เรื่องปุ๋ย วิชาที่ว่าด้วยศัตรูพืช ลักษณะของพืช ใบ ราก ดอก ผล กิ่งก้านลำต้นและราก ถูกแยกออกจากัน ทุก ๆ ส่วนจะมีนักวิชาการประจำดูแลรับผิดชอบอยู่เฉพาะทาง

เมื่อเกิดปัญหา นักวิชาการก็จะแจงแจงปัญหาออกเป็นส่วนๆ แบ่งงานให้ผู้รับผิดชอบงานตามส่วนนั้น ๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาวิธีแก้ไขในมุมมองของตน แล้วจึงนำมาประกอบเป็นองค์รวม จากนั้นก็เสนอแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งวิธีการเช่นนี้ดูคล้ายกับวิธีการที่เป็นระบบ มีคุณภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับขาดศักยภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้องการวิเคราะห์แบบเชื่อมโยงผลกระทบของแต่ละองค์ประกอบและสังค์เคราะในรูปปัจเจคภาพ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่สามารถแยกย่อยธรรมชาติเช่นนั้นได้ ปัญหาการเกษตรทุกวันนี้จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี

มีแมลงศัตรูพืชมากัดกินพืชผลก็ใช้ยาฆ่าแมลง
พืชแคระเกร็น ผลผลิตได้ปริมาณไม่ตรงตามเป้าก็ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มเพื่มผลผลิต
แนวโน้มของอัตราสารพิษตกค้าง และส่วนผสมของสารเคมีชนิดร้ายแรงอย่างน่าเป็นห่วง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์และธรรมชาติ

นักปรัชญา ชาวนา อดีตนักวิชาการเกษตร นักวิทยาศาสตร์ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ได้กบฏต่อแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และอินทรีย์เกษตรกรรม ทดลองทำวิธีการเกษตรจากธรรมชาติ โดยฟูกูโอกะได้สรุปหลักการสำคัญของการเกษตรชนิดนี้ไว้สี่ประการคือ หนึ่งไม่ไถพรวนดิน หนึ่งไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หนึ่งไม่ใช้ยาปราชศัตรูพืช และปล่อยวัชพืชทิ้งไว้ไม่กำจัด ฟูกูโอกะเชื่อว่ามนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ โดยไม่ทำการเปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกธัญญาหาร เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้น จะส่งผลกระทบต่อลักษณะสังคม และวิถีชีวิตของมนุษย์ ค่านิยมของคนในสังคมในที่สุด

แนวคิดของฟูกูโอกะนั้นเรียบง่าย พยายามไม่ทำอะไรให้มากที่สุด ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติขับเคลื่อนด้วยตัวของตัวเอง การที่เกษตรกรไถคราดพรวนดิน ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเคมี พ่นยาปราบศัตรูพืชนั้นถือว่าขัดต่อธรรมชาติ ฟูกูโอกะเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถ และไม่มีทางเข้าใจธรรมชาติได้ การอ่อนน้อมถ่อมตน ขอแบ่งปันผลประโยชน์อย่างพอเพียงจากธรรมชาติ และทำตัวตามสบายไม่ฝืนธรรมชาตินั้นดีที่สุด

ผู้คนสมัยใหม่ไม่เชื่อว่าผลผลิตที่ได้จากการเกษตรธรรมชาติจะมีความแน่นอน และมีผลผลิตต่อไร่ไม่คุ้มค่าเท่ากับเกษตรกรรมที่มีแบบแผน แต่จากการลองผิดลองถูกมากว่าครึ่งชีวิต ฟูกูโอกะสามารถพิสูจน์ได้ว่าการทำเกษตรแบบธรรมชาติสามารถให้ผลผลิตได้เท่ากับหรือมากกว่าได้ในบางปี และสามารถบำรุงรักษาดินโดยไม่ทำให้ดินเสียหาย โดยผืนดินที่ใช้เพาะปลูกเกษตรกรรมแบบธรรมชาตินับวันจะยิ่งอุดมสมบูรย์ยิ่งขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับผลของการเกษตรยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งได้ทำลายหน้าดินและความอุดุมสมบูรณ์ของดินลงทุกปี เพราะดินนั้นคือหัวใจของการเกษตร ถ้าดินถูกทำลาย พืชพรรณธัญญาหารก็ไม่สามารถเจริญงอกงามได้

ภายหลังผลงานหนังสือ One Rice Straw Revolution (ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว แปลเป็นไทยโดย รจนา โตสิตระกูล)  ของฟูกูโอกะได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2530 หนังสือได้กล่าวถึงหลักการและแนวคิดของเกษตรกรรมที่กลับสู่ธรรมชาติ วิธีการที่มนุษย์สามารถสร้างผลิตผลทางการเกษตร เสนอหลักการสี่ข้อของการเกษตรแบบธรรมชาติ ชี้แนะการไม่ปฏิเสธการคงอยู่และความแท้จริงของธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้ทำให้ฟูกูโอกะได้รับรางวัลแมกไซไซในต่อมาในปี พ.ศ. 2531

หลังจากนั้นมาหลักการของฟูกูโอกะได้กระเืืทือนต่อแนวคิดการเกษตรกรรมไปทั่วโลก ทั้งตะวันตก และตะวันออก ฟูกูโอกะได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนอเมริกา ยุโรป และอีกหลายประเทศในกลุ่มโลกตะวันตกตามคำเชื้อเชิญ เขาได้มีโอกาสพบปะกับชาวนา และผู้คนที่ทำการเกษตร และพบว่าเขาเหล่านั้นกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมากอันเนื่องจากแนวคิดการเกษตรแบบอุตสาหกรรม แร่ธาติในดินถูกทำลาย ทำให้ผลผลิตที่ได้ลดลง ต้องบุกรุกทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาทำให้ผลผลิตมากขึ้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าชาวนาของประเทศที่มีพร้อมทั้งวิทยาการและเทคโนโลยีชั้นสูงจะประสบปัญหาทางการเกษตรถึงเพียงนี้ แต่ชาวตะวันออกก็ก็หลงเชื่อลมปากนายทุน หรือเอกสารการวิจัยที่ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้า นำเครื่องมือทางการเกษตร ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชไปใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยไม่รับรู้ถึงหายนะที่รออยู่ข้างหน้า เหมือนกับที่ชาวตะวันตกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งที่ตื่นตัวกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ก็มีความปราถนาทางมายังสวนธรรมชาติบ้านของฟูกูโอกะ ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ฟูกูโอกะถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรในแบบฉบับของเขา ตรงกันข้ามกับชาวตะวันออกที่นับวันจะถลำลึกตามรอยเท้าไปในทิศทางที่ผิดพลาดของชาวตะวันตกเข้าไปทุกที แม้ในบางครั้งนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อในหลักการเกษตรธรรมชาติ แต่ก็มิวายประยุกต์นำสารเคมีมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเล็กน้อย โดยอ้างเหตุผลที่ว่าอาจจะเป็นการปรับปรุงการเกษตรธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น

ข้อความข้างล่างนี้คือตอนหนึ่งจากหนังสือของฟูกูโอกะชื่อ การปฏิวัติของพระเจ้า ได้เปรียบเทียบระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ แต่เราถ้าคิดว่าพระเจ้าก็คือธรรมชาติ บทความนี้ก็อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติได้ดี

เมื่อถึงเวลาพูด พระเจ้าก็นิ่งเฉย
มนุษย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรทั้งนั้น แต่มนุษย์ก็พูด
มนุษย์เป็นผู้ไม่รู้สัจธรรม ทว่าอธิบายความรู้ทุกสาขาได้ตลอด
พระเจ้านั้นเชี่ยวชาญในทุกสิ่ง แต่ไม่อธิบายอะไรเลย
พระเจ้าไร้ซึ่งการกระทำ แต่สร้างสรรค์ทุกสิ่ง
มนุษย์ทำทุกสิ่ง แต่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย

มนุษย์ต้องพึงตระหนักเสมอว่า มนุษย์ไม่สามาระเข้าใจธรรมชาติได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  มนุษย์มีขีดจำกัดทางประสาทการรับรู้ระดับหนึ่ง ดังนั้นความรู้ที่ได้จากการรับรู้จากสิ่งที่มีขีดจำกัดนั้น ย่อมเป็นความรู้เพียงมุม ๆ หนึ่ง ในเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ไม่สามารถนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์และหาข้อสรุปในความจริงแท้ของธรรมชาติได้เลย

หนังสืออ้างอิง
1. วิถีสู่ธรรมชาติ  มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน นวลคำ จันภา แปล
2. ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน รจนา โตสิตระกูล แปล

Share
Related Posts
  1. เห็นด้วยครับ ยกเว้นที่เกี่ยวกับพระเจ้า แต่หากมองว่าพระเจ้าคือ ธรรมชาติก็เห็นด้วย มนุษย์ก็พยายามสร้างสรรค์แต่ก็ทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มนุษย์พานำทาง และพากันหลงทาง พากันพยายามที่จะควบคุมธรรมชาติ เอาชนะธรรมชาติ ดูเผิน ๆ ก็ควบคุมหรือเอาชนะได้บ้าง แต่กลับสร้างปัญหาใหม่อย่างไม่สิ้นสุดและรุนแรงกว่าเดิม อาทิ การทำลายป่า ขยะ ภาวะโลกร้อน การระบาดของศัตรูพืช โรคระบาดในสัตว์และคน

    ทำอย่างไร คนจึงจะหวนกลับสู่วิถีธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดเอาเองว่า คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเกษตรธรรมชาติจะไม่สามารถเลี้ยงชาวโลกได้พอเพียง แม้จะมีหลายต่อหลายท่านพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเกษตรธรรมชาติให้ผลผลิตที่ไม่ต่ำกว่าเกษตรแผนปัจจุบัน

Leave a Comment


NOTE - You can use these HTML tags and attributes:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>