กรุงเทพฯ เมืองบาดาล
ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ปัญหาต่างๆ รอบด้านรุ้มเร้าสังคมไทยในขณะนี้มากเหลือเกิน ทั้งปัญหาไฟใต้ ข้อพิพาทดินแดนไทย-เขมร ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาปากท้องชาวบ้าน และอีกนานาปัญหาจิปาถะ
ลองหลับตาลง ทำใจให้สบาย และพักยกกับเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองกันสักครู่ แล้วมองมุ่งไปอีก 3 เดือนข้างหน้า จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่กรุงเทพอีกครั้ง ดังเช่นเคยเกิดทุกขึ้นทุกปี เป็นวัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติ
น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน! จำได้กันมั้ยเอ่ยกับสถานการณ์นี้?
ช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมของทุกปีในช่วงของมรสุม จะมีน้ำเหนือปริมาณมากไหลหลากเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากต้นแม่น้ำสายปิง-วัง-ยม-น่าน มาบรรจบกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลออกสู่อ่าวไทย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง จะมีปริมาณน้ำทะเลหนุนขึ้นผ่านทางอ่าวไทย
เกิดปรากฏการณ์น้ำจืดปะทะน้ำเค็มขึ้น!
ที่นี้ล่ะ น้ำเหนือปริมาณมากที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ จึงไม่สามารถไหลลงสู่ทะเลได้ แม่น้ำเจ้าพระยาก็เ่อ่อล้น ปริ่มตลิ่ง มีท่าทีที่จะทะลักเข้าสู่เมืองกรุงหลายครั้งหลายครา
ทุกคนอาจจะถามว่าแล้วอย่างไร?
กรุงเทพฯ น้ำจะท่วม! ผ่านมากี่ปี ๆ ก็ยังไม่ท่วมสักที
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่ทุก ๆ คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้!
ครับก็อย่างว่านั่นล่ะ คนไทยลืมง่ายกันเสียจริง ลองนับย้อนไปในอดีต เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในหลวงเราทรงพระราชทานโครงการแก้มลิง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมนฑล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยการสร้างเขื่อนและแหล่งพักน้ำไว้เก็บกักน้ำชั่วคราว เพื่อชะลอการไกลของน้ำเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงน้ำเหนือหลาก-น้ำทะเลหนุน.
ภาพสมัยอดีตเมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพฯ



กรุงเทพฯ ปลอดปัญหาน้ำท่วม ก็เพราะพระอัจฉริยภาพ และน้ำพระทัยจากในหลวงโดยแท้
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น โครงการต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาปวดหัวให้ชาวกรุงเทพฯ มาหลายปีเป็นอย่างดี จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ปัญหาโลกร้อนนั้นส่งผล โดยตรงให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายเป็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภูเขาน้ำแข็งเป็นลูก ๆ หายไปในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา กลายเป็นสายน้ำออกสู่ท้องทะเลในปริมาณมหาศาล
กรุงเทพฯ นั้นมีพื้นที่ส่วนใหญ่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3-5 ฟุตเท่านั้น!!!
หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นระหว่าง 10-25 เซนติเมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2-5 เท่าในอนาคตอันใกล้
ปัจจัยการทรุดตัวของแผ่นดินเนื่องจากการสูบน้ำบาดาล และพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯเป็นดินอ่อน
หากน้ำทะเลสูงขึ้นจากเดิมเพียง 1 เมตร พื้นแผ่นดินในเมืองก็จะกลายเป็นผืนน้ำทันที
ดูจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว นับไปอีกร้อยปี น้ำก็ยังไม่ท่วมกรุงเทพฯ แน่นอนใช่หรือไม่ ?
ปัจจุบันฤดูกาล ความถี่ และทิศทางของการเกิดมรสุม ลมพายุก็เปลี่ยนแปลงไป
มรสุมเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดาแหล่งเกิดได้ยากขึ้น
โอกาสที่ปริมาณน้ำจากมรสุมทางภาคเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนตุลาคมก็มากขึ้น
ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ปัญหาน้ำบ่า-น้ำหนุน ช่วงปลายเืดือนตุลาก็หนักขึ้น รุนแรงขึ้น!
แรก ๆ ปัญหาน้ำท่วมอาจจะกินเวลาสั้นๆ แค่เพียงช่วงฤดูน้ำหลาก
แต่เหตุการณ์จะเลวร้ายขึ้น และมีอัตราเร่งการละลายของภูิเขาน้ำแข็งขั้วโลกที่สูงขึ้นในทุก ๆ ปี ทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง จนในที่สุด กรุงเทพฯก็มีโอกาสจมอยู่ใต้น้ำภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคนหรืออาจเร็วกว่านั้น ไม่มีใครตอบได้
หากกรุงเทพฯน้ำท่วม กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัว
โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลคิดไว้ ดำเนินการไว้ก็หมดประโยชน์ รถไฟฟ้าความฝันสายสีรุ้งหมื่นล้านแสนล้าน สร้างเสร็จเมื่อไหร่ก็ใช้การไม่ได้ เผลอ ๆ เราอาจจะได้ใช้เรือแจวเป็นพาหนะในการเดินทาง
น้ำท่วมต่างชาติก็ไม่กล้ามาลงทุน GDP ที่สวยหรู ตัวเลขในตลาดหุ้นก็จะร่วงกันระนาว
กรุงเทพฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศพัง ปัญหาก็จะลุมลามไปต่างจังหวัด หายนะก็เกิด
ดั่งงูถูกตีหัว แล้วหางงูจะไปเหลืออะไร? ก็แน่นิ่งไปตามระเบียบ
สมาชิกสภาผู้แทน ทั้งฝ่ายรัฐ-ฝ่ายค้าน ควรรีบคิด รีบรับมือกับปัญหา
พักยกเมกะโปรเจคทั้งหลาย กำหนดนโยบายที่ชัดเจนที่จะเตรียมรับมือภัยธรรมชาติ! ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ กรม กองหรืออะไรอื่นอีก
ศูนย์เตือนภัยพิบัตินั่นไง ที่ตั้งเมื่อครั้งเกิดสินามิ ก็มอบอำนาจให้ผู้บริหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องรับนโยบายไปสนองทำประโยชน์ ไม่ใช่แค่รอเตือน เมื่อเหตุมันเกิด เหมือนดั่งวัวหายแล้วล้อมคอก แต่ต้องเตรียมพร้อมป้องกันเหตุที่จะเกิดในอนาคตด้วย!
ลองดูรอบตัวกับหัวเมืองชายทะเลทั่วโลก เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ
เค้าก็เตรียมสร้างเขื่อน พัฒนาระบบการระบายน้ำ เพื่อรับมือกับปัญหากันแล้ว
เนเธอร์แลนด์เป็นประิเทศที่มีดินแดนต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เขาก็คิดค้นเทคโนโลยีการป้องกันภัยทางน้ำ จนได้ขึ้นชื่อว่ามีเทคโนโลยีในการควบคุมระบายน้ำที่ดีที่สุดในโลก เราเองก็ควรจะส่งคนไปเรียนรู้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการ เพื่อมาปรับใช้ในกรุงเทพฯ และเมืองท่าเศรษฐกิจที่สำคัญ
รีบคิด รีบทำ ก่อนที่จะสาย!
จำไว้ให้ขึ้นใจ
กรุงเทพฯ เป็นเมืองบาดาล เมื่อไหร่ เศรษฐกิจพังเมื่อนั้น!
เืือื้อเฟื้อภาพจาก คุณสายส่ง (Bloggang) และเจ้าของต้นฉบับที่ผมไม่สามารถระบุที่มาได้
Related posts
Tags: bangkok, earth, Economics, thai