เรื่องไม่คาดฝันที่ BTS

เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันที่สถานีรถไฟฟ้า BTS

ระหว่างทางออกจากรถไฟฟ้า ผมได้เหลือบไปเห็นชาวต่างชาติคนหนึ่งได้ลมตึง (ในที่นี้ผมจะเรียกว่าคนผอม) และลุกขึ้นมาอย่างโซซัดโซเซ พร้อมด้วยเลือดกำเดาไหลทะลักออกทางโพรงจมูก พลางร้องขอความช่วยเหลือ

Call Police, Call Police!!!
เรียกตำรวจที, เรียกตำรวจที

ผู้โดยสาร พนักงานตรวจตั๋ว ยาม และคนเดินทางสัญจรบริเวณนั้นต่างพากันตื่นตกใจต่อเหตุการณ์ ด้วยไม่ทราบสาเหตุถึงที่มาที่ไปว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวผมเองถึงแม้จะฟังภาษาอังกฤษพอรู้เรื่อง แต่ใจก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะโทรเรียกตำรวจตามที่ชาวต่างชาติคนนั้นร้องขอ

พอตั้งสติได้ ผมก็สังเกตได้ว่ามีชาวต่างชาติสองคน ซึ่งดูเหมือนกำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่ อีกคนพยายามเดินออกห่าง และอีกคนพยายามเดินตามโดยรักษาระยะไว้ประมาณ 3-4 เมตร  โดยชาวต่างชาติที่เดินตามนั้นเป็นคนที่ถูกทำร้าย และพยายามข้อร้องคนรอบข้างให้เรียกตำรวจอยู่เป็นระยะๆ (โดยในที่นี้ผมจะเรียกฝรั่งที่ถูกทำร้ายว่า “ฝรั่งคนผอม” และฝรั่งอีกคนที่เป็นคนทำร้ายร่างกายว่า “ฝรั่งคนอ้วน”)

ผมได้ติดตามดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ในระหว่างทางเดิน ผมได้คิดตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้

ปล่อยเรื่องให้ผ่านไป หรือ โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ???

ในระหว่างที่ผมครุ่นคิดอยู่นั้น ผมก็ได้พยายามเดินรักษาระยะห่าง และได้กวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ที่เกิดเหตุ (ผมเดินตามมาจนกระทั่งถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง) แต่ก็ไม่พบเจ้าหน้าที่สักคน

ชาวต่างชาติสองคนนั้นก็ได้เดินไปรอบๆ ห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งเดินไปบริเวณทางเข้าลานจอดรถ ฝรั่งคนผอมได้ขอร้องเจ้าหน้าที่ควบคุมบางอย่าง และเดินตามฝรั่งคนอ้วนต่อไปอย่างห่างๆ ในขณะนั้นผมก็ยังตามเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเกรงที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น ผมจึงได้ตัดสินใจไปคุยกับพี่ชายเจ้าหน้าที่ควบคุมที่จอดรถ ว่าฝรั่งคนผอมได้พูดคุยอะไรกับพี่บ้าง

พี่เจ้าหน้าที่ได้ตอบผมมาอย่างมั่นใจว่า เค้าคงมาถามทางไปรถไฟฟ้า BTS

ผมได้ยืนนึ่งชั่วขณะ ถามตัวเองว่าทำไมพี่เจ้าหน้าที่ได้ตอบกลับมาเช่นนั้น และอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ผมก็ถึงบ้างอ้อ …

Call Police = Where is BTS ??

เนื่องจากคำสองคำนี้ลงท้ายด้วยเสียงสูงเหมือนกัน จึงทำให้พี่เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่าฝรั่งคนผอมได้ถามทางไปรถไฟฟ้า BTS

แต่ไม่นานผมก็ตั้งสติได้อีกครั้งหนึ่ง และได้ขอร้องให้พี่เจ้าหน้าที่เรียกตำรวจ เพื่อมาควบคุมสถาการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอ พี่เจ้าหน้าที่เลยใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณนั้นให้มาดูเหตุการณ์

ในขณะนั้นฝรั่งคนผอมได้เดินถอยหลัง กลับมาเนื่องจากฝรั่งคนอ้วนได้ทำท่าทางขู่ และจังหวะเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายนาย อยู่ใกล้ๆ กับผม ผมจึงรวบรวมความกล้าที่จะถามว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น

ผมตัดสินใจเลือกถามฝรั่งคนผอมที่ถูกทำร้าย  โดยมองจากท่าทีแล้ว คุยกับฝรั่งคนผอม ปลอดภัยกว่าคนอ้วน ผมจึงได้ถามเค้าไปว่า

ผม: What happens?
ฝรั่งคนผอม: He tried to rob my pocket and he knocked my nose. Please call police!!!.

ทันใดนั้นฝรั่งคนอ้วนได้จ้องตาเขม็งใส่ผม ผมจึงถอยไปอยู่หลังพี่ๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และตั้งใจรวบรวมสติอีกครั้ง โดยให้ทั้งคู่ใจเย็นๆ ลง แต่ฝรั่งคนอ้วนก็พยายามแสดงท่าทีข่มขู่ฝรั่งคนผอม และเดินออกจากลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพอสมควร

หลังจากนั้นผมได้อธิบาย เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และขอร้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งให้ตามไปกับผม พลางกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผมพยามกด 191 นับ 10 ครั้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววที่จะมีสัญญาเชื่อมต่อไปยังสถานีตำรวจ เนื่องจากสายไม่ว่าง

ในระหว่างการเดินตามทั้งคู่ไปกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปได้ระยะหนึ่ง พี่ที่เดินมากับผมก็เดินไปหาหัวหน้า และพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และก็ไม่ได้สนใจอะไร พร้อมกับบอกกับพี่และผมที่เดินตามฝรั่งสองคนว่า

“ให้เรียกชาวต่างชาติสองคนนั้นมายืนรอตำรวจ เพื่อรอตำรวจมาไกล่เกลี่ย”

โดยแสดงสีหน้าท่าทางรำคาญต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับหันไปหาเพื่อนและเริ่มบทสนทนาต่อไป โดยทิ้งผมและพี่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคนติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาไม่นานนัก ฝรั่งคนอ้วนได้โอกาสเรียกรถแท็กซี่และได้ขึ้นรถแท๊กซี่หนีไปอย่างลอยนวล โดยฝรั่งคนผอมได้แต่ยืนอยู่กับที่อย่างบันดาลโทสะ พร้อมมองรถแท๊กซี่คันนั้น หายวับไปกับสายตา

ผมได้เดินเข้าไปคุยกับฝรั่งคนผอมอีกครั้ง เค้าพยายามบอกลักษณะของรถแท๊กซี่และทะเบียน และขอร้องให้ผมแจ้งตำรวจให้สกัดจับรถแท๊กซี่คันนั้น

“รถโตโยต้าสีแดง ป้ายทะเบียน 9601″
“ฝรั่งคนนั้นเป็นคนฝรั่งเศส” … ด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ไม่ชัดเจน

ผมใช้ความพยายามอีกครั้งในการโทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากสายโทรศัพท์ไม่ว่าง จากนั้นผมจึงประมวลปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมด และสรุปได้ว่า ฝรั่งคนอ้วนได้พยายามขโมยกระเป๋าเงินของฝรั่งคนผอมจริง

จากนั้นผมจึงถามเค้าไปว่า ตกลงกระเป๋าเงินได้ถูกฝรั่งคนอ้วนฉกไปไหม แต่ฝรั่งคนผอมก็ตอบว่าเค้าสามารถรักษากระเป๋าเงินไว้ได้ พลางเช็ดเลือดกำเดาที่ยังไหลไม่หยุด และเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกทำร้ายตั้งแต่ต้น

ไม่นานนักผมไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เลย ผมก็เลยบอกฝรั่งคนผอมไปว่า

We lost him already?
เราคงไม่สามารถติดตามเค้าได้แล้วล่ะ

Do you want to go the hospital? I will take you there?
ผมจะพาไปโรงพยาบาลดีมั้ย

แต่ฝรั่งคนผอมยังอยู่ในสภาวะอารมณ์แค้นเคือง สายตามองไปตามทางที่แท๊กซี่คันนั้นหนีหายไป และก็ตอบผมกลับมาว่า

I’m OK, I’m OK.
ผมสบายดี ผมสบายดี

ผมจึงยืนอยู่เป็นเพื่อนเขาสักพัก ท่ามกลางสายตาผู้คนหลากหลายคู่ที่ตะลึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  พร้อมเลือดกำเดาของฝรั่งคนผอมที่ยังไม่หยุดไหล และเสื้อเชิ๊ต กระดาษชำระที่ไว้เช็ดจมูกเต็มไปด้วยคราบเลือด หลังจากนั้นไม่นานผมจึงบอกลาฝรั่งคนผอม และเดินทางกลับที่พัก

ระหว่างทางพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสักครู่ ได้แต่ถามกับตัวเองว่า

ทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ชายคนหนึ่งถูกทำร้าย ไม่ว่าคู่กรณีจะรู้จักกันหรือไม่ ทำไมจึงไม่มีคนมาช่วยเหลือ ? ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอง ก็ไม่เข้ามาช่วย ได้แต่ยืนมองเหตุการณ์อย่างไม่สนใจ ซึ่งผมก็ได้ยินทีหลังหลังจากพูดคุยกับเจ้าหน้าที่บางคนว่า

“ฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะช่วยห้ามยังไง”

ทำไม… ในขณะที่เราไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ แต่เราสามรถช่วยเพื่อนมนุษย์ได้ แต่เราไม่ตัดสินใจช่วยคนที่กำลังลำบาก?

และทำไมเวลาแบบนี้… ผมจึงติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ ?
ถ้าสักวันเหตุการณ์แบบนี้ได้เกิดกับผม หรือคนใกล้ชิดโดยตรง โดยไม่สามารถขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเราจะทำเช่นไร?

ผมได้แต่คิด คิด คิด และก็คิด แต่อนิจจาสมองผมก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ไม่มีแม้คำตอบสนับสนุน จนกระทั่งกลับถึงอพาร์ทเม้นต์

Share
Related Posts
  1. ไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์รึเปล่า… แต่เคยได้ยินเพื่อนเล่ามาว่า…

    มันพยายามกด 191 เป็นสิบครั้งไม่ติด… แต่ลองกด 911 (แบบเดียวกับในอเมริกา) ดันติด
    แล้วมีเสียงตอบรับว่า “191 สวัสดีครับ” ???!!!???

  2. คนไทยส่วนใหญ่เป็นโรคกลัวฝรั่งครับ
    ถ้าฝรั่งคนผอมพูดคำว่า “ช่วยด้วย” หรือ “เรียกตำรวจที” เป็นภาษาไทย
    คงจะมีคนช่วยอยู่หรอก(มั้ง)ครับ

    ^
    ^
    911 มันไม่ใช่เบอรถดับเพลิงเหรอครับ ผมไม่แน่ใจนะ

  3. เรื่องนี้ฝรั่งหรือไทยอาจมีผลบ้าง แต่ไม่มากหรอกครับ
    คนกรุงมันธรรมดาอยู่แล้วที่จะไม่หาเรื่องใส่ตัว มองเรื่องของคนอื่นเป็นเรื่องที่ทำให้เราเสียเวลา เพราะทุกคนเร่งรีบ

    จริงๆน่าจะให้ รปภ.ช่วยจับตั้งแต่ก่อนออกจาก BTS อ่ะครับ

    เรื่องตำรวจน่าจะมีจุดย่อยมากกว่านี้ จุดที่คนเยอะๆเช่นสยาม ผมยังไม่รู้เลยนะว่าจะไปหาตำรวจที่ไหน

    ส่วนเรื่อง 191 ผมก็เคยโทรติดดีนะครับ เคยแจ้งเบาะแสเรื่องขโมยสายไฟไม่รู้ได้ความมั้ย

Leave a Comment


NOTE - You can use these HTML tags and attributes:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>