The Day The Earth Stood Still
เมื่อวัตถุลึกลับในอวกาศอันไกลโพ้นกำลังเดินทางด้วยความเร็วสูง มุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ชื่อว่าดาวโลก พร้อมๆ กับที่ดาวเทียมสอดแนม และเครื่องยิงขีปนาวุธเพื่อความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้แผนการที่จะยิงขีปนาวุธเพื่อเบียงวิถีการโคจรของวัตถุประหลาดได้ถูกล้มเลิก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้เรียกระดมนักวิทยศาสตร์ และผู้คนจากหลากหลายสาขาวิชาระดับหัวกะทิ เพื่อมาวิเคราะห์หาทางหยุดยั้งวัตถุลึกลับที่เดินทางมายังโลก และพร้อมจะพุ่งชนโลกในอีกไม่กี่ชั่วโมง ด้วยความเสียหายที่มิอาจประมาณค่าได้
แต่แล้วเมื่อถึงเวลาวัตถุลึกลับได้ชะลอความเร็ว เผยให้เห็นเป็นลักษณะทรงกลมกลางน่านฟ้ากรุงนิวยอร์ค และร่อนลงสู่เซ็ลทรัลพาร์ค ท่ามกลางฝูงชนนับพันที่กำลังเดินขวักไขว่ หน่วยความมั่นคงได้เตรียมพร้อมส่งเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธหนักเข้าประจำการเพื่อพร้อมจะโจมตีวัตถุดังกล่าวได้เมื่อรับคำสั่ง และนักวิทยาศาสตร์ ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์นี้ เฮเลน นักจุลชีววิทยา นางเอกของเรื่องก็ประจำในหน่วยเฉพาะกิจนี้ด้วย เมื่อวัตถุทรงกลมได้ลงจอดลง ณ เซนทรัลพาร์คแล้ว ได้มีสิ่งมีชีวิตเดินออกมา มุ่งตรงไปสู่กลุ่มเจ้าหน้าที่

เสียงปืนดังปัง สิ่งมีชีวิตนอกโลกได้รับบาดเจ็บสาหัส ทันใดนั้นได้มีหุ่นยนต์ร่างสูงใหญ่ ตาเดียว ออกมาเพื่อทำการรักษาบาดแผลเบื้องต้นให้กับมนุษย์ต่างดาวที่ได้รับบาดเจ็บ และเปิดจากโจมตีทำลายรถถัง และอาวุธหนักในบริเวณนั้นทันที โดยที่ไม่ได้ทำร้ายมนุษย์ จากนั้นก็หยุดนิ่ง
เฮเลน ได้นำสิ่งมีชีวิตนอกโลกซึ่งในขณะนั้น ยังอยู่ในสถานะตัวอ่อนที่ยังไม่ลอกคราบโดยไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เมื่อถึงเวลามนุษย์ต่างดาวได้ลอกคราบและเผยให้เห็นถึงรูปร่างภายนอกที่เป็นมนุษย์ (คลาทู) และได้มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วจนร่างกายเติบโตเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ และสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ (ภาษาอังกฤษ) คลาทูซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มวัฒนธรรมในเอกภพได้ขอพบผู้นำโลกเผื่อเจรจาเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่มาเยือนโลกในครั้งนี้ (แต่ก็ไม่สำเร็จ) ในเรื่องเกี่ยวกับการอยู่รอดของโลกใบนี้ ที่อยู่ในสภาวะถดถอยอันเนื่องมาจากการทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษยชาติ เนื่องจากโลกคือดาวเคราะห์ที่มีสภาวะแวดล้อมอาศัยได้ที่เหลือดวงเดียวในเอกภพ ซึ่งก่อนหน้านี้ดาวเคราะห์อาณานิคมของมนุษย์ต่างดาวได้ถูกทำลายอันเนื่องมาจากสาเหตุเดียวกัน ดังนั้นมนุษย์ต่างดาวที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง จึงต้องทำอะไรสักอย่างในการหยุดยั้งมนุษย์โลกไม่ให้ทำลายโลกดั่งเช่นที่เคยเกิดกับเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว
คลาทูได้บอกทางแก่เฮเลนให้พาไปพบกับมนุษย์ต่างดาวในคราบมนุษย์คนจีนที่อาศัยบนโลกมานานกว่า 70 ปี เพื่อมาสอดแนมความเป็นอยู่ของมนุษย์ และตรวจสอบสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อโลก เขาพบว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่รักความรุนแรง ไม่มีจิตสำนึกในการดูแลรักษาธรรมชาติ และยืนยันว่ามนุษย์สมควรต้องถูกล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อรักษาโลกใบนี้ก่อนที่จะสายเกินไป
เรื่องดำเนินต่อไปโดยที่คลาทูได้ออกคำสั่งให้วัตถุทรงกลมที่อยู่กระจายทั่วโลกให้อพยพสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ยกเว้นมนุษย์ (คล้ายกับเรือโนอาร์) และให้หุ่นยนต์ได้กลายร่างเป็นแมลงเพื่อทำลายมนุษย์ และสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยน้ำมือมนุษย์ให้สิ้นซาก โดยยกเว้นเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ!
โลกไม่ใช่ของมนุษย์
คลาทูในฐานะผู้มาเยือนจากต่างดาว เมื่อได้สนธนากับรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ที่เป็นตัวแทนของผู้นำโลก รัฐมนตรีฯ ได้ถามถึงเหตุผลการมาเยือนโลก โดยใช้สรรพนามแทนโลกว่า “ของเรา – our planet” คลาทูรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ได้ตอบคำถามไปว่า
เรามาเพื่อช่วยโลก
We come to save the earth
ซึ่งก็หมายถึงคลาทูจะมาช่วยโลกตามตัวอักขระ ไม่ได้หมายความถึงมนุษย์

ตั้งแต่อดีตกาล ตั้งแต่โฮโมซาเปียนมนุษย์ยุคแรกได้ถือกำเกิดขึ้น ในสมัยนั้นมนุษย์ไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งมีชีวิตอื่น ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร มีการล่าและการถูกล่า จนมนุษย์เริ่มพัฒนาสติปัญญา และความรู้อย่างต่อเนื่อง ผ่านไปหลายยุคหลายสมัย มนุษย์เริ่มทำกสิกรรม การปศุสัตว์ มนุษย์เริ่มแบ่งแยกตัวเอง ออกจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เริ่มแบ่งแยกตัวเองออกจากห่วงโซ่อาหาร จนกระทั่งในปัจจุบันมนุษย์ได้ยกตัวว่าสัตว์ประเสริฐที่มีอำนาจเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงและเป็นเจ้าครองในโลกใบนี้
น่าแปลกใจที่มนุษย์ยกตนเองว่าเป็นเจ้าปกครองโลก แต่การกระทำของมนุษย์ไม่เคยเลยที่จะเอาใจใส่ดูแลโลก ซึ่งต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
ความดีที่อยู่ลึกในใจมนุษย์
ช่วงกลางของเรื่องคลาทูไปหาเพื่อนมนุษย์ต่างดาวในคราบคนจีน และรู้สึกประหลาดใจมากต่อการตัดสินใจจะอยู่บนโลกของเพื่อนจนถึงวินาทีสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และยอมตายพร้อมกับมนุษย์ เพื่อนคลาทูได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเขาเกี่ยวกับการมาอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ด้วยความไม่เต็มใจแต่เพราะคำสั่ง ถึงแม้เขาจะรายงานต่อคลาทูว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีแต่การทำลาย แต่ในที่สุดแล้วก็ประทับใจในตัวมนุษย์ หลังจากอาศัยร่วมกับมนุษย์มานานหลายสิบปี และบอกเป็นนัยแก่คลาทูว่าในใจมนุษย์ไม่ได้กอปรด้วยส่วนชั่วร้ายไปเสียหมด

ช่วงเริ่มต้นของเรื่อง หลังจากคลาทูลอกคราบกลายเป็นมนุษย์ก็เกือบจะโดนวางยาพิษ แต่เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเฮเลน จึงสามารถหนีรอดจากห้องแล็ปใต้ดินออกมาได้ และเฮเลนก็ได้กลับมาช่วยเหลือคลาทูอีกครั้ง เนื่องจากคลาทูหมดสติในระหว่างการเดินทางไปพบเพื่อนมนุษย์ต่างดาวในคราบคนจีน เพราะบาดแผลที่ถูกยิงยังไม่หายสนิท
ความรู้สึกที่ดีต่อมนุษย์ได้ก่อตัวขึ้นทีละน้อยในจิตใจของคลาทู หลายครั้งเฮเลนได้แสดงเห็นถึงลักษณะพิเศษของเธอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และความเมตตา แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่มีแต่ความโลภ ความเห็นแก่ตัวและรักการทำลาย เฮเลนได้แสดงให้คลาทูเห็นถึงความรักอย่างสุดซึ้งต่อจาคอบ ในเหตุการณ์ที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตของจาคอบทั้งๆ ที่จาคอบนั้นเป็นแค่ลูกเลี้ยง
มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่ออยู่ปากเหว
คลาทูให้เหตุผลในการล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ในครั้งนี้ ที่แม้ว่าจะไม่ถูกกำจัดโดยเผ่าพันธุ์ของตน แต่วันใดถ้าโลกได้ถูกทำลายอันเนื่องมาจากน้ำมือมนุษย์เอง สุดท้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์ และรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่อาศัยบนโลกก็ต้องสูญสิ้น เนื่องจากไม่มีดาวเคราะห์ให้อยู่อาศัย แต่ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้นไปก่อนโลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะฟื้นตัว และสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นที่เหลือบนโลก
แต่แล้วเมื่ออาจารย์ของเฮเลนได้มีโอกาสพบคลาทู จึงได้เริ่มอธิบายให้คลาทูฟังในข้อเท็จจริงของมนุษย์ ที่ได้เริ่มตระหนักในสภาวะเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เลวร้ายขึ้นในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากน้ำมือของมนุษย์ กระแสในการอนุรักษ์ธรรมชาติของคนกลุ่มเล็กๆ กำลังเริ่มต้นขึ้น และได้ขอร้องคลาทูอย่าได้ทำร้าย ฉกฉวยโอกาสอันมีค่าที่มนุษย์กำลังจะได้รู้จักตนเอง และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อเวลานั้นมาถึงอาจารย์ของเฮเลนเชื่อมั่นว่า มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อรักษาโลกใบนี้เพื่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงให้น่าอยู่ได้ตลอดไป

ในตอนท้ายเรื่อง คลาทูได้เปลี่ยนใจยกเลิกคำสั่งการทำลายล้างมนุษย์ และให้โอกาสมนุษย์อีกครั้งในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเริ่มต้นเอาใจใส่ดาวเคราะห์โลก เมื่อมองมาในชีวิตจริง มนุษย์จะมีโอกาสแบบในภาพยนต์หรือไม่ ถ้าหากมีสิ่งมีชีวิตนอกโลกมาเยือนและกวาดล้างมนุษย์ดังเช่นในท้องเรื่องภาพยนต์
หากสมมติว่าภัยพิบัติที่มนุษยชาติประสบอยู่ในปัจจุบัน แผ่นดินไหว พายุไซโคลน คลื่นยักษ์สึนามิ สภาวะโลกร้อน เป็นสัญญาณเตือนจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก พวกเราสมควรทำอย่างไร? อยู่นิ่งเฉยรอรับชะตากรรม หรือเปลี่ยนทัศนะคติและร่วมมือกันในการอนุรักษ์ดาวเคราะห์สีฟ้าใบนี้ให้คงอยู่ตลอดไป
December 11th, 2008 at 6:03 pm
Spoiled สุดๆ
mark ที่ Topic ด้วยว่า “Spoiled จ้า” ก้อดีนะเฟ้ย
เผื่อคนที่ยังไม่ได้ดู (อย่างเรา) เผลอเข้ามา