<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>A Long Way Journey &#187; Zen</title>
	<atom:link href="http://www.atthakorn.com/category/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.atthakorn.com</link>
	<description>Love, Intellect, Freedom and Ordinary Man</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Jun 2010 02:40:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>อย่างนั้นหรือ?</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 04:36:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=141</guid>
		<description><![CDATA[ณ สำนักเซ็นของอาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลือ่งลือมาก เป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน. ที่ร้านชำใกล้ๆวัดนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของบ้าน ทีนี้กะทันหันปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่เขาพยายามขยั้นขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมือ่ถูกบีบหนักเข้าก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน . เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุอาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปที่วัด แล้วก็ไปด่าอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหารของคนที่โกรธที่สุดจะด่าได้อย่างไร ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ ?&#8221; ( Is that so ? ) สองคนด่าจนเมื่อยไม่มีเสียงจะด่า ก็กลลับบ้านไปเอง ที่นี้ชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือก็พากันไปด่า ว่า เสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูดนอกจากว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ?พวกเด็กๆก็ยังพากันไปด่าว่าพระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษาเด็ก ท่านก็ว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ ?&#8221; ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ บิดามารดาที่เป็นตายายของเด็กก็เอาเเด็กไปทิ้งไว้ให้อาจารย์เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรืออะไรก็สุดแท้แต่ว่า &#8220;แกต้องเลี้ยง&#8221; ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ &#8220;อย่างนั้นหรือ?&#8221;ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคลบางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิตเติบโตอยู่ได้ . ที่นี้ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรกเข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ณ สำนักเซ็นของอาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลือ่งลือมาก เป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน. ที่ร้านชำใกล้ๆวัดนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของบ้าน ทีนี้กะทันหันปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่เขาพยายามขยั้นขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมือ่ถูกบีบหนักเข้าก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน .</p>
<p>เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุอาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปที่วัด แล้วก็ไปด่าอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหารของคนที่โกรธที่สุดจะด่าได้อย่างไร ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ ?&#8221; ( Is that so ? ) สองคนด่าจนเมื่อยไม่มีเสียงจะด่า ก็กลลับบ้านไปเอง ที่นี้ชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือก็พากันไปด่า</p>
<p>ว่า เสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูดนอกจากว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ?พวกเด็กๆก็ยังพากันไปด่าว่าพระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษาเด็ก ท่านก็ว่า &#8220;อย่างนั้นหรือ ?&#8221; ไม่มีอะไรมากกว่านั้น.</p>
<p>ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ บิดามารดาที่เป็นตายายของเด็กก็เอาเเด็กไปทิ้งไว้ให้อาจารย์เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรืออะไรก็สุดแท้แต่ว่า &#8220;แกต้องเลี้ยง&#8221; ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ &#8220;อย่างนั้นหรือ?&#8221;ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคลบางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิตเติบโตอยู่ได้ .</p>
<p>ที่นี้ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรกเข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ฉะนั้นวันหนึ่งเขาจึงไปสารภาพบอกความจริงกับบิดามารดาว่า บิดาของเด็กที่แท้จริงคือเจ้าหนุ่มที่ร้านขายปลา ทีนี้บิดามารดาตายายของเด็กคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรกเผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปวัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ขอแล้วขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึกว่าจะมีความผิดอย่างไร ท่านก็ไม่มีอะไรนอกจาก &#8220;อย่างนั้นหรือ?&#8221; แล้วก็ก็ขอหลานคนนั้นกลับคืนไป ต่อมาชาวบ้านที่พากันไปด่าท่านอาจารย์ก็พากันไปขอโทษอีก ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน ขอกันนานเท่าไรท่านก็ไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก &#8220;อย่างนั้นหรือ?&#8221;อีกนั้นเอง</p>
<p>เรื่องนี้มีคติเตือนใจเราว่า &#8220;อย่าเพิ่งเชื่ออะะไรง่ายๆ&#8221; เด็กและคนไร้ปัญญามักเชื่ออะไรง่ายๆ และแสดงถึงความไม่หวั่นไหวในอารมณ์ต่างๆ ภายนอกของผู้ที่มีคุณธรรมอย่างแท้จริงภายในจิตใจ เพราะท่านเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของคนโงอย่างเด็กๆทั้งหลาย ที่เขาพอใจเขาก็ว่าดี ถ้าเขาไม่พอใจเขาก็ว่าไม่ดี ท่านจึงไม่ยึดถือเอาเป็นอารมณ์ ให้เป็นทุกข์.</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.whatami.8m.com/zen/zen12.html">http://www.whatami.8m.com/zen/zen12.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพรชที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%96/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%96/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 04:32:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องนี้มีอยู่ว่า อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ของพระจักรพรรดแห่งประเทศญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์คนนี้ชอบเที่ยวไปคนเดียวโดดๆ อย่างนักบวชเร่ร่อนไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด เย็นวันนั้นฝนตกมากท่านจึงเปียกปอนไปหมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟาง จึงขาดยุ่ยไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่าจะมีอะไรที่ไหนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ก็พบกับกระท่อมน้อยๆแห่งหนึ่งในถิ่นใกล้ๆนั้น เห็นรองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้งๆมาใส่เพือ่เดินทางต่อไป หญิงเจ้าของบ้านนั้นเขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ และเมื่อเห็นว่าเปียกปอนมาก ก็เลยนิมนต์ให้หยุดอยู่ก่อน เพราะฝนตกจนค่ำ ท่านเลยก็ต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำขอร้องของหญิงเจ้าของบ้าน. หญิงเจ้าของบ้านเรียกเด็กๆและญาติๆมาสนทนาด้วยท่านอาจารย์ ท่านได้สังเกตุเห็นว่า สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้นแค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่าตรงๆโดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า &#8220;สามีของดิฉันเป็นนักเลงพนัน แล้วก็ดดื่มจัด ถ้าบังเอิญชนะเขาก็ดื่มมันจนไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเขาแพ้เขาก็ยืมเงินคนอื่นเล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบ้านเลยเป็นวันเป็นคืน หรือหลายวันหลายคืนก็ยังมี ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี&#8221;. ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่า นี่ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยไปซื้อเหล้าองุ่นมาให้เหยือกใหญ่ๆเหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไรที่ดีๆน่ากินเอามาให้เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางไว้ที่นี่แล้วก็กลับไปทำงานตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ตรงหน้าที่บูชา. เมื่อผู้ชายคนนั้นกลับมาบ้านเวลาดึก เขาก็เมา เขาก็พูดตามประสาคนเมาว่า &#8220;เฮ้ย เมียโว้ย มาบ้านแล้วโว้ย มีอะไรกินบ้างโว้ย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องนี้มีอยู่ว่า อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ของพระจักรพรรดแห่งประเทศญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์คนนี้ชอบเที่ยวไปคนเดียวโดดๆ อย่างนักบวชเร่ร่อนไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด เย็นวันนั้นฝนตกมากท่านจึงเปียกปอนไปหมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟาง จึงขาดยุ่ยไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่าจะมีอะไรที่ไหนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ก็พบกับกระท่อมน้อยๆแห่งหนึ่งในถิ่นใกล้ๆนั้น เห็นรองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้งๆมาใส่เพือ่เดินทางต่อไป หญิงเจ้าของบ้านนั้นเขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ และเมื่อเห็นว่าเปียกปอนมาก ก็เลยนิมนต์ให้หยุดอยู่ก่อน เพราะฝนตกจนค่ำ ท่านเลยก็ต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำขอร้องของหญิงเจ้าของบ้าน.</p>
<p>หญิงเจ้าของบ้านเรียกเด็กๆและญาติๆมาสนทนาด้วยท่านอาจารย์ ท่านได้สังเกตุเห็นว่า สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้นแค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่าตรงๆโดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า &#8220;สามีของดิฉันเป็นนักเลงพนัน แล้วก็ดดื่มจัด ถ้าบังเอิญชนะเขาก็ดื่มมันจนไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเขาแพ้เขาก็ยืมเงินคนอื่นเล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบ้านเลยเป็นวันเป็นคืน หรือหลายวันหลายคืนก็ยังมี ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี&#8221;.</p>
<p>ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่า นี่ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยไปซื้อเหล้าองุ่นมาให้เหยือกใหญ่ๆเหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไรที่ดีๆน่ากินเอามาให้เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางไว้ที่นี่แล้วก็กลับไปทำงานตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ตรงหน้าที่บูชา.</p>
<p>เมื่อผู้ชายคนนั้นกลับมาบ้านเวลาดึก เขาก็เมา เขาก็พูดตามประสาคนเมาว่า &#8220;เฮ้ย เมียโว้ย มาบ้านแล้วโว้ย มีอะไรกินบ้างโว้ย ท่านอาจารย์กูโดที่นั่งอยู่ที่หน้าหิ้งพระก็ออกรับหน้าบอกว่า ฉันได้มีทุกอย่างสำหรับท่าน เผอิญฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่านเขาขอร้องให้ฉันพักค้างฝนที่นี่ตลอดคืน ฉันก็ควรจะมีส่วนตอบแทนท่านบ้าง ฉนั้นขอให้ท่านบริโภคสิ่งเหล่านี้ตามชอบใจ ชายคนนั้นก็ดีใจใหญ่ มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้งอาหารต่างๆ เขาก็ดื่มและรับประทานจนนอนหลับไปไม่รู้สึกตัว อยู่ข้างๆเข่าของท่านอาจารย์กูโด ที่นั่งสมาธิตลอดคืนนั้นเหมือนกัน .</p>
<p>ทีนี้พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าชายคนนั้นก็ลืมหมดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนเขาเมาเต็มที่ และถามว่าท่านเป็นใครและจะไปไหน ท่านอาจารย์ก็ตอบว่า อาตมาคือ กูโด แห่งนครเกียวโต กำลังจะไปธุระที่ตำบลอิโด ตามเรื่องที่เล่ามาแล้ว ซึ่งชายคนนั้นก็ละอายจนเหลือที่จะรู้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดินหนีก็ทำไม่ไหว จึงขอโทษขอโพย ขอแล้วขออีกจนไม่รู้จะขออย่างไร ต่ออาจารย์ของพระจักรพรรดิ ซึ่งจับพลัดจำผลูเข้ามาอยู่ในบ้านเขา ท่านอาจารย์กูโดยิ้มละไมอยู่เรือ่ย แล้วก็พูดขึ้นช้าๆว่า &#8220;ทุกอย่างในชีวิตนี้มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแสไหลเชี่ยวไปทีเดียว และทั้งชีวิตนี้มันก็สั้นเหลือเกิน ถ้ายังเล่นการพนันและยังดื่มอยู่อย่างนี้ ก็หมดเวลาที่จะทำอะไรอื่นให้เกิดขึ้น หรือสำเร็จได้ นอกจากจะทำตัวเองให้เป็นทุกข์แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัวพลอยตกนรกทั้งเป็นไปด้วย&#8221; .</p>
<p>ความรู้สึกอันนี้ได้ประทับใจชายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมาในโลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ในที่สุดก็พูดกับอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้นมันถูกหมดเลย มันถูกอย่างยิ่ง ถ้าอย่างไนให้กระผมได้สนองคุณอาจารย์ ไปส่งท่านอาจารย์ในการเเดินทางนี้สักระยะหนึ้ง ท่านอาจารย์กูโดก็บอกว่าตามใจ.</p>
<p>สองคนก็ออกเดินทางไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอกว่ากลับเถอะ ชายคนนี้ก็บอกว่าขออีกสัก ๕ ไมล์เถอะ ขยั้นขยอขอไปอีก ๕ ไมล์ แล้วก็ไปด้วยกันอีก พอครบ ๕ ไมล์ อาจารย์ก็ขยั้นขยอให้กลับอีก นายคนนี้ก็บอกว่าขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ ในที่สุดก็ต้องยอม พอถึง ๑๐ ไมล์ ท่านอาจารย์ขยั้นขยอให้กลับ เขาก็ตอบว่าขอตลอดชีวิตของผมเถอะ .</p>
<p>นี่เป็นอันว่า ไปกับท่านอาจารย์ไปเป็นนักบวชแห่งนิกายเซ็น ซึ่งต่อมาก็เป็นปรมาจารย์พุทธศาสนาแห่งนิกายเซ็นในญี่ปุ่น นิกายเซ็นทุกสาขาที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่นในทุกวันนี้ล้วนเป็นลูกศิษย์ออกมาจาก อาจารย์องค์นี้องค์เดียว ท่านกลับตัวชนิดที่เราเรียกกันว่า &#8220;เพชรที่พบจากโคลนในถิ่นสลัม&#8221;.</p>
<p>คนเรานั้นแม้จะเคยเดินทางผิดมาก่อนก็สามารถกลับตัวกลับใจ ได้ และสามารถจะเดินทางไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือสูงขึ้นได้ ไม่มีคำว่าสาย ขอเพียงให้มีความตั้งใจจริงเท่านั้น.</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.whatami.8m.com/zen/zen11.html">http://www.whatami.8m.com/zen/zen11.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/07/06/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%96/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อร้องผู้อื่นมิสู้ช่วยตัวเอง</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/01/08/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/01/08/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jan 2008 14:30:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[ศิษย์อารามฌานแห่งหนึ่งเดินทางกลางฝน แต่ฝนตกหนักไม่หยุด จึงเข้าหลบฝนใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง พอดีมีฌานาจารย์ท่านหนึ่งเดินทางผ่านมา เขารีบตะโกนขอร้องท่านว่า &#34;ฌานาจารย์ ! ฌานาจารย์ ! โปรดเมตตาสรรพสัตว์ด้วยเถิด ฉันขอร่วมทางสักระยะหนึ่งได้ไหม ?&#34; ฌานาจารย์ตอบว่า &#34;อาตมาอยู่กลางฝน โยมอยู่ใต้ชายคาบ้าน ใต้ชายคาบ้านไม่มีฝน อาตมาไม่จำเป็นต้องเมตตาโยม&#34; เขารีบก้าวออกจากใต้ชายคาบ้านแล้วพูดว่า &#34;ตอนนี้ฉันยืนอยู่กลางสายฝน ฌานาจารย์ต้องเมตตาฉันแล้ว&#34; ฌานาจารย์ตอบว่า &#34;อาตมาอยู่กลางฝน โยมก็อยู่กลางฝน อาตมาไม่เปียกฝน เพราะอาตมามีร่ม แต่โยมเปียกฝน เพราะโยมไม่มีร่ม โยมต้องการให้ใครเมตตาโยม ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอาตมาหรอก เชิญโยมหาร่มเอง&#34; ถ้าตัวเองมีร่มก็ไม่เปียกฝนแล้ว ความหมายของฌานาจารย์คือ การปฏิบัติธรรมแบบฌานต้องพึ่งตัวเอง คนจำนวนมากมีความคิดหวังพึ่ง จากเล็กจนโต มีผู้ใหญ่คอยถนอมเลี้ยงกล่อมเลี้ยงแบบไม่คลาดสายตา พอสูญเสียที่พึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลง เพราะฉะนั้น ขอร้องผู้อื่นก็มิสู้ช่วยตัวเอง มีแต่พึ่งลำแข้งตัวเองเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ที่มา &#8211; หนังสือ &#34;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&#34; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศิษย์อารามฌานแห่งหนึ่งเดินทางกลางฝน แต่ฝนตกหนักไม่หยุด จึงเข้าหลบฝนใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง พอดีมีฌานาจารย์ท่านหนึ่งเดินทางผ่านมา เขารีบตะโกนขอร้องท่านว่า &quot;ฌานาจารย์ ! ฌานาจารย์ ! โปรดเมตตาสรรพสัตว์ด้วยเถิด ฉันขอร่วมทางสักระยะหนึ่งได้ไหม ?&quot;</p>
<p>ฌานาจารย์ตอบว่า &quot;อาตมาอยู่กลางฝน โยมอยู่ใต้ชายคาบ้าน ใต้ชายคาบ้านไม่มีฝน อาตมาไม่จำเป็นต้องเมตตาโยม&quot;</p>
<p>เขารีบก้าวออกจากใต้ชายคาบ้านแล้วพูดว่า &quot;ตอนนี้ฉันยืนอยู่กลางสายฝน ฌานาจารย์ต้องเมตตาฉันแล้ว&quot; </p>
<p>ฌานาจารย์ตอบว่า &quot;อาตมาอยู่กลางฝน โยมก็อยู่กลางฝน อาตมาไม่เปียกฝน เพราะอาตมามีร่ม แต่โยมเปียกฝน เพราะโยมไม่มีร่ม โยมต้องการให้ใครเมตตาโยม ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอาตมาหรอก เชิญโยมหาร่มเอง&quot;</p>
<p>ถ้าตัวเองมีร่มก็ไม่เปียกฝนแล้ว ความหมายของฌานาจารย์คือ การปฏิบัติธรรมแบบฌานต้องพึ่งตัวเอง</p>
<p>คนจำนวนมากมีความคิดหวังพึ่ง จากเล็กจนโต มีผู้ใหญ่คอยถนอมเลี้ยงกล่อมเลี้ยงแบบไม่คลาดสายตา พอสูญเสียที่พึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลง เพราะฉะนั้น ขอร้องผู้อื่นก็มิสู้ช่วยตัวเอง มีแต่พึ่งลำแข้งตัวเองเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง</p>
<p>ที่มา &#8211; หนังสือ &quot;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&quot; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/01/08/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อวดดีอวดเด่น</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2007/06/23/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2007/06/23/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jun 2007 05:10:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[หลวงจีนรูปหนึ่งค่อนข้างยโสอวดดี ได้ติดตามหลวงจีนอีกห้ารูปเดินทางไปร่วมปฏิบัติธรรมที่อารามของฌานาจารย์หวงเนี่ย หลวงจีนอื่น ๆ ต่างแสดงความเคารพต่อฌานาจารย์หวงเนี่ยด้วยจิตใจเลื่อมใส มีหลวงจีนรูปนั้นเพียงรูปเดียวเจตนาแสดงความไม่เคารพ เพื่ออวดโอ่ว่าตนบรรลุฌานแล้ว หลวงจีนรูปนั้นฉวยอาสน์ขึ้นมา ใช้นิ้ววาดเป็นรูปวงกลมกลางอากาศ แล้วยืนที่มุมหนึ่ง โดยไม่ปริปากกล่าววาจาใด ฌานาจารย์เห็นดังนั้น ก็กล่าวกับหลวงจีนทั้งหมดว่า &#8220;มีสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งดุร้ายยิ่ง&#8221; หลวงจีนที่อวดดีตอบว่า &#8220;สุนัขล่าเนื้อมาตามเสียงร้องของเลียงผา&#8221; ฌานาจารย์ ถามว่า &#8220;ท่านได้ยินเสียงเลียงผาหรือ&#8221; หลวงจีนรูปนั้นตอบว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้น คงมาตามรอยเท้าเลียงผา&#8221; ฌานาจารย์ถามว่า &#8220;ท่านเห็นรอยถ้าเลียงผาหรือ&#8221; หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้นคงมาตามเงาเลียงผา&#8221; ฌานาจารย์ถามอีกว่า &#8220;ท่านเห็นเงาเลียงผาหรือ&#8221; หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเลียงผาที่ตายแล้ว&#8221; ฌานาจารย์ได้ยินดังนั้น ก็เดินออกจากโบสถ์ไป วันรุ่งขึ้น ฌานาจารย์เรียกหลวงจีนอวดดีรูปนั้นมาถามอีกว่า &#8220;เรื่องเมื่อวานนี้ยังไม่จบ ท่านจะอธิบายอย่างไร ?&#8221; แต่หลวงจีนรูปนั้นตอบไม่ได้ ฌานาจารย์จึงแนะนำสั่งสอนว่า &#8220;เดิมอาตมาคิดว่า เจ้าเป็นพระฌานที่บรรลุธรรมแล้ว ที่แท้เจ้ายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า &#8220;ฌาน&#8221; คืออะไร คำพูดของเจ้าเพียงพูดออกมาโดยวิธีจำแนกและพูดจากความรู้ที่เจ้ามีเท่านั้น&#8221; พอฌานาจารย์พูดจบ หลวงจีนรูปอื่น ๆ ก็ขับไล่ไสส่งหลวงจีนที่ยังไม่บรรลุฌาณแต่อวดดีรูปนั้นออกจากอารามไป คนจำนวนมากชอบอวดภูมิหักหาญโต้แย้งศํพท์แสง หรือคำพูดบางคำกับคนอื่น คิดว่าตัวเองรู้มาก คนชอบอวดดีอวดเด่นประเภทนี้ ย่อมไม่เป็นที่พึงปราถนา ของคนอื่นตลอดไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลวงจีนรูปหนึ่งค่อนข้างยโสอวดดี ได้ติดตามหลวงจีนอีกห้ารูปเดินทางไปร่วมปฏิบัติธรรมที่อารามของฌานาจารย์หวงเนี่ย หลวงจีนอื่น ๆ ต่างแสดงความเคารพต่อฌานาจารย์หวงเนี่ยด้วยจิตใจเลื่อมใส มีหลวงจีนรูปนั้นเพียงรูปเดียวเจตนาแสดงความไม่เคารพ เพื่ออวดโอ่ว่าตนบรรลุฌานแล้ว</p>
<p>หลวงจีนรูปนั้นฉวยอาสน์ขึ้นมา ใช้นิ้ววาดเป็นรูปวงกลมกลางอากาศ แล้วยืนที่มุมหนึ่ง โดยไม่ปริปากกล่าววาจาใด</p>
<p>ฌานาจารย์เห็นดังนั้น ก็กล่าวกับหลวงจีนทั้งหมดว่า &#8220;มีสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งดุร้ายยิ่ง&#8221; หลวงจีนที่อวดดีตอบว่า &#8220;สุนัขล่าเนื้อมาตามเสียงร้องของเลียงผา&#8221;</p>
<p>ฌานาจารย์ ถามว่า &#8220;ท่านได้ยินเสียงเลียงผาหรือ&#8221;  หลวงจีนรูปนั้นตอบว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้น คงมาตามรอยเท้าเลียงผา&#8221;</p>
<p>ฌานาจารย์ถามว่า &#8220;ท่านเห็นรอยถ้าเลียงผาหรือ&#8221; หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้นคงมาตามเงาเลียงผา&#8221;</p>
<p>ฌานาจารย์ถามอีกว่า &#8220;ท่านเห็นเงาเลียงผาหรือ&#8221; หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า &#8220;ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเลียงผาที่ตายแล้ว&#8221; ฌานาจารย์ได้ยินดังนั้น ก็เดินออกจากโบสถ์ไป</p>
<p>วันรุ่งขึ้น ฌานาจารย์เรียกหลวงจีนอวดดีรูปนั้นมาถามอีกว่า &#8220;เรื่องเมื่อวานนี้ยังไม่จบ ท่านจะอธิบายอย่างไร ?&#8221; แต่หลวงจีนรูปนั้นตอบไม่ได้ ฌานาจารย์จึงแนะนำสั่งสอนว่า &#8220;เดิมอาตมาคิดว่า เจ้าเป็นพระฌานที่บรรลุธรรมแล้ว ที่แท้เจ้ายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า &#8220;ฌาน&#8221; คืออะไร คำพูดของเจ้าเพียงพูดออกมาโดยวิธีจำแนกและพูดจากความรู้ที่เจ้ามีเท่านั้น&#8221; พอฌานาจารย์พูดจบ หลวงจีนรูปอื่น ๆ ก็ขับไล่ไสส่งหลวงจีนที่ยังไม่บรรลุฌาณแต่อวดดีรูปนั้นออกจากอารามไป</p>
<p>คนจำนวนมากชอบอวดภูมิหักหาญโต้แย้งศํพท์แสง หรือคำพูดบางคำกับคนอื่น คิดว่าตัวเองรู้มาก คนชอบอวดดีอวดเด่นประเภทนี้ ย่อมไม่เป็นที่พึงปราถนา ของคนอื่นตลอดไป ไม่รู้คนพวกนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่าสร้างเวรกรรมอะไรไว้ …!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2007/06/23/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เดินไปเดินมาให้เงินเดือนสองหมื่น</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2007/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2007/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Jun 2007 15:50:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[อารามหลิงซู่ตั้งขึ้นตามชื่อกุฏิที่ฌานาจารย์หยูหมิ่นพำนักอาศัย ยี่สิบปีแล้วที่อารามหลิงซู่ไม่มีเจ้าอาวาสรับผิดชอบดูแล อย่างเป็นทางการ ทุกครั้งที่มีญาติโยมมาถามถึงเรื่องนี้ ฌานาจารย์หยู่หมิ่นมักตอบในทำนองว่า &#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาเพิ่งเกิด&#8221; &#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาเลี้ยงแกะอยู่&#8221; &#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาอยู่ในระหว่างเดินทาง&#8221; … ทำให้ญาติโยมอดรู้สึกพิศวงงงงวยมิได้ มาวันหนึ่ง อยู่ ๆ ฌานาจารย์หยูหมิ่นก็สั่งหลวงจีนในวัดตีฆ้องตีกลอง เรียงหลวงจีนและเณรทั้งหมดไปต้อนรับเจ้าอาวาสที่ประตูทางขึ้นเขา ขณะที่หลวงจีนและเณรทุกรูปแปลกประหลาดใจอยู่นั้น ฌานาจารย์หยุนเหมินเดินจีวรพลิ้วมาถึงพอดี ฌานาจารย์หยู่หมิ่นก็นิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งเจ้าอาวาสอารามแห่งหนึ่งใช้เวลานานเกือบ 20 ปี แสดงถึงความระมัดระวังและพิถีพิถันในการเลือกสรรบุคลากรอย่างยิ่ง สมัยโบราณจะไม่ปล่อยให้ผู้ไร้ความสามารถและคุณธรรมฉกฉวยโอกาส ผสมโรงเกาะกินผู้อื่นง่าย ๆ บางครั้งตำแหน่งว่างลง ก็ต้องรอจนกว่าได้คนที่เหมาะสมจึงตั้งให้แทนที่ บางครั้งแม้ได้คนที่มีความรู้และมีคุณสมบัติเพียบพร้อมแล้ว ยังต้องรอจนกว่าสถานการณ์และปัจจัยแวดลอมเอื้ออำนวย จึงให้ขึ้นสู่ตำแหน่งได้ ฌานาจารย์หยุนเหมินเดิมพำนักอยู่ในอารามหลิงซู่ ต่อมาไปเผยแพร่พุทธธรรมที่เทือกเขาหยุนเหมินซาน แม้ฌานาจารย์หยูหมิ่นจะมีฌานทิพย์คาดการณ์ล่วงหน้าได้ ก็ต้องรอจนกว่าฌานาจารย์หยุนเหมินพร้องถึงซึ่งคุณสมบัติ อันจำเป็นแล้ว จึงมอบภาระอันใหญ่หลวงแก่ท่าน หวนกลับมาดูสมัยนี้ คนจำนวนมากขึ้นนั่งตำแหน่งใหญ่โตด้วยการเกาะชายกระโปรงผู้หญิง หรือเลียแข้งเลียขาเจ้านาย ทั้งที่ไม่มีคุณธรรมและความสามารถที่แท้จริง วิธีการแบบพรรคพวก เดินไปเดินมาได้เงินเดือนสองหมื่นลักษณะนี้ แตกต่างกับวิธีการคัดเลือกผู้มีสติปัญญาและคุณธรรม ในสมัยโบราณสิ้นเชิง ที่มา &#8211; หนังสือ &#8220;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&#8221; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนถินิเวศ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อารามหลิงซู่ตั้งขึ้นตามชื่อกุฏิที่ฌานาจารย์หยูหมิ่นพำนักอาศัย ยี่สิบปีแล้วที่อารามหลิงซู่ไม่มีเจ้าอาวาสรับผิดชอบดูแล อย่างเป็นทางการ ทุกครั้งที่มีญาติโยมมาถามถึงเรื่องนี้ ฌานาจารย์หยู่หมิ่นมักตอบในทำนองว่า</p>
<p>&#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาเพิ่งเกิด&#8221;<br />
&#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาเลี้ยงแกะอยู่&#8221;<br />
&#8220;เจ้าอาวาสวัดของอาตมาอยู่ในระหว่างเดินทาง&#8221; …</p>
<p>ทำให้ญาติโยมอดรู้สึกพิศวงงงงวยมิได้</p>
<p>มาวันหนึ่ง อยู่ ๆ ฌานาจารย์หยูหมิ่นก็สั่งหลวงจีนในวัดตีฆ้องตีกลอง เรียงหลวงจีนและเณรทั้งหมดไปต้อนรับเจ้าอาวาสที่ประตูทางขึ้นเขา ขณะที่หลวงจีนและเณรทุกรูปแปลกประหลาดใจอยู่นั้น ฌานาจารย์หยุนเหมินเดินจีวรพลิ้วมาถึงพอดี ฌานาจารย์หยู่หมิ่นก็นิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส</p>
<p>ตั้งเจ้าอาวาสอารามแห่งหนึ่งใช้เวลานานเกือบ 20 ปี แสดงถึงความระมัดระวังและพิถีพิถันในการเลือกสรรบุคลากรอย่างยิ่ง สมัยโบราณจะไม่ปล่อยให้ผู้ไร้ความสามารถและคุณธรรมฉกฉวยโอกาส ผสมโรงเกาะกินผู้อื่นง่าย ๆ บางครั้งตำแหน่งว่างลง ก็ต้องรอจนกว่าได้คนที่เหมาะสมจึงตั้งให้แทนที่ บางครั้งแม้ได้คนที่มีความรู้และมีคุณสมบัติเพียบพร้อมแล้ว ยังต้องรอจนกว่าสถานการณ์และปัจจัยแวดลอมเอื้ออำนวย จึงให้ขึ้นสู่ตำแหน่งได้</p>
<p>ฌานาจารย์หยุนเหมินเดิมพำนักอยู่ในอารามหลิงซู่ ต่อมาไปเผยแพร่พุทธธรรมที่เทือกเขาหยุนเหมินซาน แม้ฌานาจารย์หยูหมิ่นจะมีฌานทิพย์คาดการณ์ล่วงหน้าได้ ก็ต้องรอจนกว่าฌานาจารย์หยุนเหมินพร้องถึงซึ่งคุณสมบัติ อันจำเป็นแล้ว จึงมอบภาระอันใหญ่หลวงแก่ท่าน</p>
<p>หวนกลับมาดูสมัยนี้ คนจำนวนมากขึ้นนั่งตำแหน่งใหญ่โตด้วยการเกาะชายกระโปรงผู้หญิง หรือเลียแข้งเลียขาเจ้านาย ทั้งที่ไม่มีคุณธรรมและความสามารถที่แท้จริง วิธีการแบบพรรคพวก เดินไปเดินมาได้เงินเดือนสองหมื่นลักษณะนี้ แตกต่างกับวิธีการคัดเลือกผู้มีสติปัญญาและคุณธรรม ในสมัยโบราณสิ้นเชิง</p>
<p><em> </em></p>
<p><em>ที่มา &#8211; หนังสือ &#8220;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&#8221; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนถินิเวศ</em></p>
<p><em></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2007/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คว้าน้ำเหลว</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2007/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2007/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jun 2007 14:38:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=86</guid>
		<description><![CDATA[พระอาจารย์ฝ่าหมิงปกติทำหน้าที่เทศนาธรรมและเขียนบทความอธิบายข้อธรรมต่าง ๆ จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพูดกับฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ ซึ่งเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในวัดอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยว่า &#8220;ท่านไม่มีอะไรเลย&#8221; ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ก็ตอบโดยที่พระอาจารย์ฝ่าหมิงคาดไม่ถึงเช่นกันว่า &#8220;ท่านก็ไม่มีอะไรเลย&#8221; พระอาจารย์ฝ่าหมิงถามด้วยความตกตะลึงว่า &#8220;เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ ?&#8221; ฌานาจารย์ตอบว่า &#8220;ท่านอ่านแต่คัมภีร์ ยึดมั่นถือมั่นกับหมึกและตัวอักษร แต่หมึกกระดาษ และตัวอักษรล้วนเป็นภาพมายา ท่านหยุดอยู่หน้าความว่างเปล่า ไม่เข้าสู่ความว่างเปล่า ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวดอกหรือ ?&#8221; พระอาจารย์ฝ่าหมิงแย้งด้วยความไม่พอใจว่า &#8220;ท่านปฏิบัติธรรมแบบฌานก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรไม่ใช่หรือ ท่านก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวเช่นกันดอกหรือ ? &#8221; ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ตอบไปว่า &#8220;อาตมาปฏิบัติธรรมแบบฌานไม่คว้าน้ำเหลวดอก เพราะตัวอักษรเกิดจากสติปัญญา สติปัญญาอยู่ในจิตใจอาตมา จะพูดจะเขียนอะไรล้วนขึ้นกับอาตมา อาตมาต้องการอะไร ในใจอาตมาก็มีสิ่งนั้น อาตมาไม่คว้าน้ำเหลวแน่&#8221; คนจำนวนมากล้วนไขว่คว้าวัตถุภาพมายามาร้อยแปด ผลสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ดังเช่นที่เรามุ่งมั่น แสวงหาทรัพทย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสุขสารพัดที่มีรูป มีนามเป็นวัตถุ ถึงที่สุดแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้นอกจากผลกรรม แต่บางคนไม่ไขว่คว้าแสวงหาสิ่งใดเลย ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือความว่างเปล่า จึงสามารถทำจิตว่าง ในความว่างนั้นกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ ที่มา &#8211; หนังสือ &#8220;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&#8221; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระอาจารย์ฝ่าหมิงปกติทำหน้าที่เทศนาธรรมและเขียนบทความอธิบายข้อธรรมต่าง ๆ จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพูดกับฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ ซึ่งเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในวัดอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยว่า &#8220;ท่านไม่มีอะไรเลย&#8221; ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ก็ตอบโดยที่พระอาจารย์ฝ่าหมิงคาดไม่ถึงเช่นกันว่า &#8220;ท่านก็ไม่มีอะไรเลย&#8221;</p>
<p>พระอาจารย์ฝ่าหมิงถามด้วยความตกตะลึงว่า &#8220;เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ ?&#8221; ฌานาจารย์ตอบว่า &#8220;ท่านอ่านแต่คัมภีร์ ยึดมั่นถือมั่นกับหมึกและตัวอักษร แต่หมึกกระดาษ และตัวอักษรล้วนเป็นภาพมายา ท่านหยุดอยู่หน้าความว่างเปล่า ไม่เข้าสู่ความว่างเปล่า ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวดอกหรือ ?&#8221;</p>
<p>พระอาจารย์ฝ่าหมิงแย้งด้วยความไม่พอใจว่า &#8220;ท่านปฏิบัติธรรมแบบฌานก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรไม่ใช่หรือ ท่านก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวเช่นกันดอกหรือ ? &#8221;</p>
<p>ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ตอบไปว่า &#8220;อาตมาปฏิบัติธรรมแบบฌานไม่คว้าน้ำเหลวดอก เพราะตัวอักษรเกิดจากสติปัญญา สติปัญญาอยู่ในจิตใจอาตมา จะพูดจะเขียนอะไรล้วนขึ้นกับอาตมา อาตมาต้องการอะไร ในใจอาตมาก็มีสิ่งนั้น อาตมาไม่คว้าน้ำเหลวแน่&#8221;</p>
<p>คนจำนวนมากล้วนไขว่คว้าวัตถุภาพมายามาร้อยแปด ผลสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ดังเช่นที่เรามุ่งมั่น แสวงหาทรัพทย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสุขสารพัดที่มีรูป มีนามเป็นวัตถุ ถึงที่สุดแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้นอกจากผลกรรม</p>
<p>แต่บางคนไม่ไขว่คว้าแสวงหาสิ่งใดเลย ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือความว่างเปล่า จึงสามารถทำจิตว่าง ในความว่างนั้นกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์</p>
<p><em>ที่มา &#8211; หนังสือ &#8220;เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้&#8221; เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2007/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตสงบไม่หวั่นไหว</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2007/06/05/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2007/06/05/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jun 2007 12:32:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[หลวงจีนหลั่นจั้นเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตนั้น ท่านเร้นกายในห้องศิลาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาเหิงซาน ถางเต๋อจงฮ่องเต้ (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 779 &#8211; 805) ทรงเลื่อมใสในกิตติศัพท์ของท่านเป็นที่ยิ่ง จึงส่งทูตเดินทางไปนิมนต์ท่านเข้าวังหลวงเป็นการเฉพาะ ทูตผู้ถือราชโองการไปถึงหน้าห้องศิลา ก็ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า &#8220;นิมนต์ท่านพระเถระเข้ารับราชโองการ…!!!!&#8221; ทว่า ขณะนั้นหลวงจีนหลั่นจั้นนั่งยอง ๆ เผาหัวมันอยู่ในห้องศิลา ถูกรมควันจนน้ำมูกน้ำตาไหล ซุ่มเสียงและความเคลื่อนไหวนอกห้องศิลาท่านหาได้ยินไม่ ทูตผู้ถือราชโองการคอยอยู่นาน ไม่พบอาการสนองใด ๆ จึงส่งคนเข้าไปดู ก็พบหลวงจีนหน้ามอมแมมเปื้อนน้ำมูก น้ำตา ผสมควันดำด่าง ทูตจึงเรียนท่านหลวงจีนว่า &#8220;นิมนต์ท่านเช็ดน้ำมูกน้ำตาเสียก่อน เพื่อรับราชโองการ&#8221; หลวงจีนหลั่นจั้นกลับตอบโดยไม่แม้จะเหลียวมองว่า &#8220;อาตมาหามีเวลาว่างเช็ดน้ำมูกน้ำตาเพื่อโลกียกิจไม่&#8221; การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทองเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย ์ไม่เว้นแม้แต่นักบวช ผู้ละแล้วซึ่งกิเลสในทาง &#8220;นิตินัย&#8221; แต่หลวงจีนหลั่นจั้นท่านกลับมองสิ่งเหล่านั้นเป็นความว่างเปล่า ซึ่งในทางเป็นจริง น่าจะกล่าวได้ว่า ท่านกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า คนเราไม่ว่าตกอยู่ในสภาพเช่นไร ถ้าจิตสงบไม่หวั่นไหว ก็จะฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามไปได้อย่างอิสระ ไม่ถูกผูกมัด และมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ถึงไม่มีทรัพย์สิน เกียรติยศติดตัวเลยก็ตาม แต่บางคนดิ้นรนไขว่คว้า แก่งแย่งช่วงชิงตลอดชีวิต สุดท้ายกลับล้มเหลว พ่ายแพ้สูญเสีย ไม่ได้อะไรเลย ซ้ำิยิ่งทุกข์หนักก็มี … [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลวงจีนหลั่นจั้นเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตนั้น ท่านเร้นกายในห้องศิลาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาเหิงซาน ถางเต๋อจงฮ่องเต้ (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 779 &#8211; 805) ทรงเลื่อมใสในกิตติศัพท์ของท่านเป็นที่ยิ่ง จึงส่งทูตเดินทางไปนิมนต์ท่านเข้าวังหลวงเป็นการเฉพาะ</p>
<p>ทูตผู้ถือราชโองการไปถึงหน้าห้องศิลา ก็ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า</p>
<p>&#8220;นิมนต์ท่านพระเถระเข้ารับราชโองการ…!!!!&#8221;</p>
<p>ทว่า ขณะนั้นหลวงจีนหลั่นจั้นนั่งยอง ๆ เผาหัวมันอยู่ในห้องศิลา ถูกรมควันจนน้ำมูกน้ำตาไหล ซุ่มเสียงและความเคลื่อนไหวนอกห้องศิลาท่านหาได้ยินไม่</p>
<p>ทูตผู้ถือราชโองการคอยอยู่นาน ไม่พบอาการสนองใด ๆ จึงส่งคนเข้าไปดู ก็พบหลวงจีนหน้ามอมแมมเปื้อนน้ำมูก น้ำตา ผสมควันดำด่าง</p>
<p>ทูตจึงเรียนท่านหลวงจีนว่า &#8220;นิมนต์ท่านเช็ดน้ำมูกน้ำตาเสียก่อน เพื่อรับราชโองการ&#8221;</p>
<p>หลวงจีนหลั่นจั้นกลับตอบโดยไม่แม้จะเหลียวมองว่า &#8220;อาตมาหามีเวลาว่างเช็ดน้ำมูกน้ำตาเพื่อโลกียกิจไม่&#8221;</p>
<p>การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทองเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย ์ไม่เว้นแม้แต่นักบวช ผู้ละแล้วซึ่งกิเลสในทาง &#8220;นิตินัย&#8221; แต่หลวงจีนหลั่นจั้นท่านกลับมองสิ่งเหล่านั้นเป็นความว่างเปล่า ซึ่งในทางเป็นจริง น่าจะกล่าวได้ว่า ท่านกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า</p>
<p>คนเราไม่ว่าตกอยู่ในสภาพเช่นไร ถ้าจิตสงบไม่หวั่นไหว ก็จะฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามไปได้อย่างอิสระ ไม่ถูกผูกมัด และมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ถึงไม่มีทรัพย์สิน เกียรติยศติดตัวเลยก็ตาม แต่บางคนดิ้นรนไขว่คว้า แก่งแย่งช่วงชิงตลอดชีวิต สุดท้ายกลับล้มเหลว พ่ายแพ้สูญเสีย ไม่ได้อะไรเลย ซ้ำิยิ่งทุกข์หนักก็มี …</p>
<p><em>ที่มา &#8211; หนังสือ “เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้” เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2007/06/05/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระผู้เฒ่ากับคนแบกของ</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2007/06/01/063-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%92%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2007/06/01/063-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%92%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jun 2007 05:31:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Zen]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[พระเซนชรารูปหนึ่งในประเทศจีนซึ่งปฏิบัติภาวนาอยู่นานหลายปี ท่านมีจิตดีและกลายเป็นคนสงบเงียบมาก แต่ก็ยังไม่เคยสัมผัสการสิ้นสุดแห่ง &#8220;ฉัน&#8221; และ &#8220;ผู้อื่น&#8221; ภายในใจได้อย่างแท้จริงท่านไม่เคยบรรลุถึงต้นธารความนิ่งหรือศานติที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไปขออนุญาตอาจารย์ว่า &#8220;ผมขอออกไปปฏิบัติบนเทือกเขาได้ไหมครับ ผมถือบวชและฝึกฝนมานานหลายปี ไม่ต้องการอื่นใดนอกจากการเข้าใจธรรมชาติแท้ของตนเองและโลก&#8221; อาจารย์รู้ว่าจิตของพระรูปนี้สุกงอมแล้วจึงอนุญาตให้ไปได้ ท่านออกจากวัดโดยมีบาตรและบริขารเพียงเล็กน้อยติดตัว ระหว่างทางได้เดินผ่านเมืองต่าง ๆ หลายเมือง ครั้นออกจากหมู่บ้านสุดท้ายก่อนขึ้นเขา ปรากฎว่ามีชายชราคนหนึ่งเดินสวนทางลงมา ชายคนนั้นมีห่อใหญ่มากเป้ติดหลังมาด้วย (ชายชราผู้นี้แท้จริงแล้วคือพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งพุทธศาสนิกชาวจีนเชื่อกันว่าจะมาปรากฎแก่คนที่มีจิตสุกงอมในจังหวะที่เขาจะบรรลุธรรม ภาพของพระมัญชุศรีที่มีการบรรยายไว้มาก มักเป็นภาพพระองค์ถือดาบแห่งปรีชาญาณคมกริบที่สามารถตัดความยึดมั่น มายาคติ และความรู้สึกแบ่งแยกได้หมดสิ้น) ชายชราเอ่ยทักพระว่า &#8220;สหาย ท่านกำลังจะไปไหนหรือ&#8221; พระจึงเล่าเรื่องของตนว่า &#8220;เราปฏิบัติมานานหลายปีแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องการคือการได้สัมผัสจุดศูนย์กลางนั้น คือการรู้สิ่งที่เป็นแก่นแท้แห่งชีวิต บอกเราเถิดผู้เฒ่า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับความรู้แจ้งนี้บ้างไหม&#8221; จังหวะนั้นชายชราเพียงแต่ปลดของที่แบกมาปล่อยให้หล่นลงพื้น แล้วพระก็บรรลุธรรมตามแบบฉบับนิทานเซนที่ดี ความหมายก็คือ เราต้องรู้จักปล่อยวางความทะเยอทะยานและสิ่งที่ยึดมั่นว่าเป็นภารกิจ ปล่อยวางอดีต อนาคต อัตลักษณ์ ความกลัว ทัศนคติ ความรู้สึกแห่งความเป็น &#8220;ตัวฉัน&#8221; และ &#8220;ของฉัน&#8221; เสียให้สิ้น มาถึงจุดนี้ พระเพิ่งบรรลุธรรมมองชายชราอย่างสับสนเล็กน้อยว่าควรทำอย่างไรต่อไป ท่านถามว่า &#8220;แล้วต่อไปล่ะ&#8221; ชายชรายิ้มก่อนก้มลงหยิบห่อของมา เป้ใส่หลังอีกครั้งแล้วเดินเข้าเมืองไป การจะวางแอกหนักลงได้นั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระเซนชรารูปหนึ่งในประเทศจีนซึ่งปฏิบัติภาวนาอยู่นานหลายปี ท่านมีจิตดีและกลายเป็นคนสงบเงียบมาก แต่ก็ยังไม่เคยสัมผัสการสิ้นสุดแห่ง &#8220;ฉัน&#8221; และ &#8220;ผู้อื่น&#8221; ภายในใจได้อย่างแท้จริงท่านไม่เคยบรรลุถึงต้นธารความนิ่งหรือศานติที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไปขออนุญาตอาจารย์ว่า<br />
&#8220;ผมขอออกไปปฏิบัติบนเทือกเขาได้ไหมครับ ผมถือบวชและฝึกฝนมานานหลายปี ไม่ต้องการอื่นใดนอกจากการเข้าใจธรรมชาติแท้ของตนเองและโลก&#8221;</p>
<p>อาจารย์รู้ว่าจิตของพระรูปนี้สุกงอมแล้วจึงอนุญาตให้ไปได้ ท่านออกจากวัดโดยมีบาตรและบริขารเพียงเล็กน้อยติดตัว ระหว่างทางได้เดินผ่านเมืองต่าง ๆ หลายเมือง ครั้นออกจากหมู่บ้านสุดท้ายก่อนขึ้นเขา ปรากฎว่ามีชายชราคนหนึ่งเดินสวนทางลงมา ชายคนนั้นมีห่อใหญ่มากเป้ติดหลังมาด้วย (ชายชราผู้นี้แท้จริงแล้วคือพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งพุทธศาสนิกชาวจีนเชื่อกันว่าจะมาปรากฎแก่คนที่มีจิตสุกงอมในจังหวะที่เขาจะบรรลุธรรม ภาพของพระมัญชุศรีที่มีการบรรยายไว้มาก มักเป็นภาพพระองค์ถือดาบแห่งปรีชาญาณคมกริบที่สามารถตัดความยึดมั่น มายาคติ และความรู้สึกแบ่งแยกได้หมดสิ้น) ชายชราเอ่ยทักพระว่า</p>
<p>&#8220;สหาย ท่านกำลังจะไปไหนหรือ&#8221;</p>
<p>พระจึงเล่าเรื่องของตนว่า</p>
<p>&#8220;เราปฏิบัติมานานหลายปีแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องการคือการได้สัมผัสจุดศูนย์กลางนั้น คือการรู้สิ่งที่เป็นแก่นแท้แห่งชีวิต บอกเราเถิดผู้เฒ่า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับความรู้แจ้งนี้บ้างไหม&#8221;</p>
<p>จังหวะนั้นชายชราเพียงแต่ปลดของที่แบกมาปล่อยให้หล่นลงพื้น แล้วพระก็บรรลุธรรมตามแบบฉบับนิทานเซนที่ดี ความหมายก็คือ เราต้องรู้จักปล่อยวางความทะเยอทะยานและสิ่งที่ยึดมั่นว่าเป็นภารกิจ ปล่อยวางอดีต อนาคต อัตลักษณ์ ความกลัว ทัศนคติ ความรู้สึกแห่งความเป็น &#8220;ตัวฉัน&#8221; และ &#8220;ของฉัน&#8221; เสียให้สิ้น</p>
<p>มาถึงจุดนี้ พระเพิ่งบรรลุธรรมมองชายชราอย่างสับสนเล็กน้อยว่าควรทำอย่างไรต่อไป ท่านถามว่า    &#8220;แล้วต่อไปล่ะ&#8221;</p>
<p>ชายชรายิ้มก่อนก้มลงหยิบห่อของมา เป้ใส่หลังอีกครั้งแล้วเดินเข้าเมืองไป</p>
<p>การจะวางแอกหนักลงได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องรับรู้ทุกอย่างที่แบกอยู่ กล่าวคือ เราต้องเห็นความทุกข์โศกของตนเอง เห็นความยึดมั่นและความเจ็บปวด เห็นความที่เราทั้งหลายต่างก็อยู่ในวังวนนี้ และยอมรับการเกิดและการตาย หากเราไม่เผชิญหน้า ถ้าเรากลัวตาย กลัวการยอมระวางและไม่อยากมอง เราไม่อาจเปลื้องความทุกข์โศกไปได้ มีแต่จะผลักไสมันแล้วก็หวนมายึดจับกลับไปกลับมาอยู่เท่านั้นเอง เราจะปลงภาระได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นธรรมชาติของชีวิตอย่างตรงไปตรงมาแล้วเท่านั้น ครั้นแล้วด้วยปัญญากรุณา เราก็สามารถหยิบมันขึ้นมาใหม่ เมื่อปล่อยวางแล้ว เราย่อมกระทำการต่าง ๆ ในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือกระทั่งอย่างน่าทึ่ง โดยไม่รู้สึกขมขื่นหรือเกิดความสำคัญตนแต่อย่างใด.</p>
<p><em>ที่มา &#8211; หนังสือ “เซ็น วิถีแห่งความสุขที่แท้” เรียบเรียงโดย วรรธนะ มธนภินิเวศ</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2007/06/01/063-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%92%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
