<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>A Long Way Journey &#187; Economics</title>
	<atom:link href="http://www.atthakorn.com/category/economics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.atthakorn.com</link>
	<description>Love, Intellect, Freedom and Ordinary Man</description>
	<lastBuildDate>Sun, 28 Nov 2010 02:53:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>กรุงเทพฯ เมืองบาดาล</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jul 2008 07:46:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[earth]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=157</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/" title="กรุงเทพฯ เมืองบาดาล"></a>ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ปัญหาต่างๆ รอบด้านรุ้มเร้าสังคมไทยในขณะนี้มากเหลือเกิน ทั้งปัญหาไฟใต้ ข้อพิพาทดินแดนไทย-เขมร ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาปากท้องชาวบ้าน และอีกนานาปัญหาจิปาถะ ลองหลับตาลง ทำใจให้สบาย และพักยกกับเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองกันสักครู่ แล้วมองมุ่งไปอีก 3 เดือนข้างหน้า จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่กรุงเทพอีกครั้ง ดังเช่นเคยเกิดทุกขึ้นทุกปี เป็นวัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติ น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน! จำได้กันมั้ยเอ่ยกับสถานการณ์นี้? ช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมของทุกปีในช่วงของมรสุม จะมีน้ำเหนือปริมาณมากไหลหลากเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากต้นแม่น้ำสายปิง-วัง-ยม-น่าน มาบรรจบกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลออกสู่อ่าวไทย  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง จะมีปริมาณน้ำทะเลหนุนขึ้นผ่านทางอ่าวไทย เกิดปรากฏการณ์น้ำจืดปะทะน้ำเค็มขึ้น! ที่นี้ล่ะ น้ำเหนือปริมาณมากที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ จึงไม่สามารถไหลลงสู่ทะเลได้ แม่น้ำเจ้าพระยาก็เ่อ่อล้น ปริ่มตลิ่ง มีท่าทีที่จะทะลักเข้าสู่เมืองกรุงหลายครั้งหลายครา ทุกคนอาจจะถามว่าแล้วอย่างไร? กรุงเทพฯ น้ำจะท่วม! ผ่านมากี่ปี ๆ ก็ยังไม่ท่วมสักที &#8230;<p class="read-more"><a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/">Read more &#187;</a></p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/" title="กรุงเทพฯ เมืองบาดาล"></a><p>ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ปัญหาต่างๆ รอบด้านรุ้มเร้าสังคมไทยในขณะนี้มากเหลือเกิน ทั้งปัญหาไฟใต้ ข้อพิพาทดินแดนไทย-เขมร ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาปากท้องชาวบ้าน และอีกนานาปัญหาจิปาถะ</p>
<p>ลองหลับตาลง ทำใจให้สบาย และพักยกกับเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองกันสักครู่ แล้วมองมุ่งไปอีก 3 เดือนข้างหน้า จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่กรุงเทพอีกครั้ง ดังเช่นเคยเกิดทุกขึ้นทุกปี เป็นวัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติ</p>
<p>น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน! จำได้กันมั้ยเอ่ยกับสถานการณ์นี้?</p>
<p>ช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมของทุกปีในช่วงของมรสุม จะมีน้ำเหนือปริมาณมากไหลหลากเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากต้นแม่น้ำสายปิง-วัง-ยม-น่าน มาบรรจบกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลออกสู่อ่าวไทย  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง จะมีปริมาณน้ำทะเลหนุนขึ้นผ่านทางอ่าวไทย</p>
<p>เกิดปรากฏการณ์น้ำจืดปะทะน้ำเค็มขึ้น!</p>
<p>ที่นี้ล่ะ น้ำเหนือปริมาณมากที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ จึงไม่สามารถไหลลงสู่ทะเลได้ แม่น้ำเจ้าพระยาก็เ่อ่อล้น ปริ่มตลิ่ง มีท่าทีที่จะทะลักเข้าสู่เมืองกรุงหลายครั้งหลายครา</p>
<p>ทุกคนอาจจะถามว่าแล้วอย่างไร?<br />
กรุงเทพฯ น้ำจะท่วม! ผ่านมากี่ปี ๆ ก็ยังไม่ท่วมสักที<br />
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี<br />
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่ทุก ๆ คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้!</p>
<p><span id="more-157"></span></p>
<p>ครับก็อย่างว่านั่นล่ะ คนไทยลืมง่ายกันเสียจริง ลองนับย้อนไปในอดีต เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในหลวงเราทรงพระราชทาน<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87">โครงการแก้มลิง</a> ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมนฑล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยการสร้างเขื่อนและแหล่งพักน้ำไว้เก็บกักน้ำชั่วคราว เพื่อชะลอการไกลของน้ำเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงน้ำเหนือหลาก-น้ำทะเลหนุน.</p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพสมัยอดีตเมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพฯ</em><br />
<img class="aligncenter" title="อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" src="http://www.atthakorn.com/UserFiles/Image/article/flood_bangkok.jpg" alt="" width="400" height="245" /><br />
<img class="aligncenter" title="อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ" src="http://www.atthakorn.com/UserFiles/Image/article/flood_bangkok2.jpg" alt="" width="400" height="253" /><br />
<img class="aligncenter" title="พระบรมรูปทรงม้า และพระที่นั่งอนันตสมาคม" src="http://www.atthakorn.com/UserFiles/Image/article/flood_bangkok3.jpg" alt="" width="400" height="255" /></p>
<p>กรุงเทพฯ ปลอดปัญหาน้ำท่วม ก็เพราะพระอัจฉริยภาพ และน้ำพระทัยจากในหลวงโดยแท้</p>
<p>แต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น โครงการต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาปวดหัวให้ชาวกรุงเทพฯ มาหลายปีเป็นอย่างดี จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ปัญหาโลกร้อนนั้นส่งผล โดยตรงให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายเป็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภูเขาน้ำแข็งเป็นลูก ๆ หายไปในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา กลายเป็นสายน้ำออกสู่ท้องทะเลในปริมาณมหาศาล</p>
<p>กรุงเทพฯ นั้นมีพื้นที่ส่วนใหญ่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3-5 ฟุตเท่านั้น!!!<br />
หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นระหว่าง 10-25 เซนติเมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2-5 เท่าในอนาคตอันใกล้<br />
ปัจจัยการทรุดตัวของแผ่นดินเนื่องจากการสูบน้ำบาดาล และพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯเป็นดินอ่อน<br />
หากน้ำทะเลสูงขึ้นจากเดิมเพียง 1 เมตร พื้นแผ่นดินในเมืองก็จะกลายเป็นผืนน้ำทันที</p>
<p>ดูจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว นับไปอีกร้อยปี น้ำก็ยังไม่ท่วมกรุงเทพฯ แน่นอนใช่หรือไม่ ?</p>
<p>ปัจจุบันฤดูกาล ความถี่ และทิศทางของการเกิดมรสุม ลมพายุก็เปลี่ยนแปลงไป<br />
มรสุมเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดาแหล่งเกิดได้ยากขึ้น<br />
โอกาสที่ปริมาณน้ำจากมรสุมทางภาคเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนตุลาคมก็มากขึ้น<br />
ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น  ปัญหาน้ำบ่า-น้ำหนุน ช่วงปลายเืดือนตุลาก็หนักขึ้น รุนแรงขึ้น!</p>
<p>แรก ๆ ปัญหาน้ำท่วมอาจจะกินเวลาสั้นๆ  แค่เพียงช่วงฤดูน้ำหลาก<br />
แต่เหตุการณ์จะเลวร้ายขึ้น และมีอัตราเร่งการละลายของภูิเขาน้ำแข็งขั้วโลกที่สูงขึ้นในทุก ๆ ปี ทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง จนในที่สุด กรุงเทพฯก็มีโอกาสจมอยู่ใต้น้ำภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคนหรืออาจเร็วกว่านั้น ไม่มีใครตอบได้</p>
<p>หากกรุงเทพฯน้ำท่วม กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัว<br />
โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลคิดไว้ ดำเนินการไว้ก็หมดประโยชน์ รถไฟฟ้าความฝันสายสีรุ้งหมื่นล้านแสนล้าน สร้างเสร็จเมื่อไหร่ก็ใช้การไม่ได้ เผลอ ๆ เราอาจจะได้ใช้เรือแจวเป็นพาหนะในการเดินทาง<br />
น้ำท่วมต่างชาติก็ไม่กล้ามาลงทุน GDP ที่สวยหรู ตัวเลขในตลาดหุ้นก็จะร่วงกันระนาว</p>
<p>กรุงเทพฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศพัง ปัญหาก็จะลุมลามไปต่างจังหวัด หายนะก็เกิด<br />
ดั่งงูถูกตีหัว แล้วหางงูจะไปเหลืออะไร? ก็แน่นิ่งไปตามระเบียบ</p>
<p>สมาชิกสภาผู้แทน ทั้งฝ่ายรัฐ-ฝ่ายค้าน ควรรีบคิด รีบรับมือกับปัญหา<br />
พักยกเมกะโปรเจคทั้งหลาย กำหนดนโยบายที่ชัดเจนที่จะเตรียมรับมือภัยธรรมชาติ! ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ กรม กองหรืออะไรอื่นอีก</p>
<p>ศูนย์เตือนภัยพิบัตินั่นไง ที่ตั้งเมื่อครั้งเกิดสินามิ ก็มอบอำนาจให้ผู้บริหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องรับนโยบายไปสนองทำประโยชน์ ไม่ใช่แค่รอเตือน เมื่อเหตุมันเกิด เหมือนดั่งวัวหายแล้วล้อมคอก แต่ต้องเตรียมพร้อมป้องกันเหตุที่จะเกิดในอนาคตด้วย!</p>
<p>ลองดูรอบตัวกับหัวเมืองชายทะเลทั่วโลก เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ<br />
เค้าก็เตรียมสร้างเขื่อน พัฒนาระบบการระบายน้ำ เพื่อรับมือกับปัญหากันแล้ว</p>
<p>เนเธอร์แลนด์เป็นประิเทศที่มีดินแดนต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เขาก็คิดค้นเทคโนโลยีการป้องกันภัยทางน้ำ จนได้ขึ้นชื่อว่ามีเทคโนโลยีในการควบคุมระบายน้ำที่ดีที่สุดในโลก เราเองก็ควรจะส่งคนไปเรียนรู้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการ เพื่อมาปรับใช้ในกรุงเทพฯ และเมืองท่าเศรษฐกิจที่สำคัญ</p>
<p>รีบคิด รีบทำ ก่อนที่จะสาย!</p>
<p>จำไว้ให้ขึ้นใจ<br />
กรุงเทพฯ เป็นเมืองบาดาล เมื่อไหร่ เศรษฐกิจพังเมื่อนั้น!</p>
<p><em>เืือื้อเฟื้อภาพจาก <a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tangkwar&amp;month=09-2007&amp;date=11&amp;group=3&amp;gblog=2">คุณสายส่ง (Bloggang)</a> และเจ้าของต้นฉบับที่ผมไม่สามารถระบุที่มาได้<br />
</em></p>
<p><a class="a2a_dd a2a_target addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save#url=http%3A%2F%2Fwww.atthakorn.com%2F2008%2F07%2F24%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25af-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a5%2F&amp;title=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A5" id="wpa2a_2"><img src="http://www.atthakorn.com/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_171_16.png" width="171" height="16" alt="Share"/></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/07/24/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหาแก้ได้ที่ต้นเหตุ</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jul 2008 16:05:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[management]]></category>
		<category><![CDATA[Politics]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/" title="ปัญหาแก้ได้ที่ต้นเหตุ"></a>ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาหลักของมหานครทั่วโลกคือการที่มีประชากรมาอาศัยอยู่อย่างแออัด  การกระจุกตัวของประชากรในเมืองใหญ่มักเป็นชนวนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ปัญหาอาชญากรรม การจราจรหนาแน่น มลภาวะทางอากาศ มลภาวะทางเสียง ปัญหาขยะมูลฝอย การอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบทมาสู่เมืองหลวง ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ในขณะที่คนหนุ่มสาวต้องมาแสวงหาความเจริญก้าวหน้า หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในเมืองหลวง ดังโบราณกล่าวไว้ มากคน มากความ ก็มากปัญหา! ถ้าวิเคราะห์กันดี ๆ มองในภาพกว้าง ๆ ทุกปัญหาล้วนเกิดจากการที่นโยบายภาครัฐ ที่ไม่กระจายความเจริญในด้านต่าง ๆ สู่ชนบท หากมีการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายสู่ชมชนและหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ก็ไม่มีคนที่จะละทิ้งถิ่นฐานอพยพจากชนบทมาสู่เมืองใหญ่ ประชากรไม่หนาแ่น่น อาชญากรรมก็หมด การจราจรเดินสะดวก ขยะก็ไม่ล้นเมือง มลภาวะต่าง ๆ ก็ลดลง ทางแก้ปัญหามันมี แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงต่าง ๆ &#8230;<p class="read-more"><a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/">Read more &#187;</a></p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/" title="ปัญหาแก้ได้ที่ต้นเหตุ"></a><p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาหลักของมหานครทั่วโลกคือการที่มีประชากรมาอาศัยอยู่อย่างแออัด  การกระจุกตัวของประชากรในเมืองใหญ่มักเป็นชนวนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย</p>
<p>ปัญหาอาชญากรรม การจราจรหนาแน่น มลภาวะทางอากาศ มลภาวะทางเสียง ปัญหาขยะมูลฝอย การอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบทมาสู่เมืองหลวง ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ในขณะที่คนหนุ่มสาวต้องมาแสวงหาความเจริญก้าวหน้า หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในเมืองหลวง</p>
<p>ดังโบราณกล่าวไว้<br />
มากคน มากความ ก็มากปัญหา!</p>
<p>ถ้าวิเคราะห์กันดี ๆ มองในภาพกว้าง ๆ ทุกปัญหาล้วนเกิดจากการที่นโยบายภาครัฐ ที่ไม่กระจายความเจริญในด้านต่าง ๆ สู่ชนบท</p>
<p>หากมีการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายสู่ชมชนและหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด<br />
ก็ไม่มีคนที่จะละทิ้งถิ่นฐานอพยพจากชนบทมาสู่เมืองใหญ่<br />
ประชากรไม่หนาแ่น่น อาชญากรรมก็หมด การจราจรเดินสะดวก ขยะก็ไม่ล้นเมือง มลภาวะต่าง ๆ ก็ลดลง</p>
<p>ทางแก้ปัญหามันมี แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงต่าง ๆ ที่จะต้องกล้าคิดใหม่ทำใหม่ ปรับเปลี่ยนนโยบายในระดับชาติ หยุดการสร้างความเจริญในเมืองหลวง แล้วมองหาแผนพัฒนาในแต่ละภาคส่วน โดยอาจเริ่มต้นในระดับภูมิภาค แล้วค่อยกระจายไปสู่ตามต่างจังหวัด</p>
<p>เริ่มต้นสร้างระบบลอจิสติกส์กลาง ระบบสารธารนูปโภค บริโภค โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน แล้วย้ายอุตสาหกรรมต่าง ๆ ออกจากเมืองหลวง โดยอาจยึดถนนสายหลัก เหนือ-ใต้-ออก-ตก  เป็นที่ตั้งโรงงาน สำนักงาน เป็นศูนย์กลางในการพักสินค้่า และการขนส่ง เริ่มต้นจากหัวเมืองหลักในภูิมิภาค เช่น</p>
<p>ภาคเหนือ-เชียงใหม่, เชียงราย<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-นครราชสีมา, อุดรธานี, ขอนแก่น<br />
ภาคกลาง-นครนายก, สมุทรปราการ<br />
ภาคตะวันออก-ชลบุรี, ระยอง<br />
ภาคตะวันตก-กาญจนบุรี<br />
ภาคภาคใต้-สงขลา</p>
<p>การที่ย้ายที่ตั้งโรงงาน หรือสำนักงานออกจากกรุงเทพฯ และตามเมืองท่าต่าง ๆ จะทำให้การกระจายตัวของประชากรดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นข้อดีในการลดต้นทุนขององค์กร เพราะค่าครองชีพในต่างจังหวัดนั้นอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเมืองหลวงมาก ทำให้ระดับเงินเ้ดือนของพนักงานลดลงเป็นเงาตามตัว</p>
<p>เงินเดือนลด รายจ่ายลด ต้นทุนการผลิตก็ลด<br />
ระบบลอจิสติกดี ลดต้นทุนในการขนส่ง ต้นทุนในการผลิตก็ลด<br />
มลภาวะน้อย ลูกจ้างมีสุขภาพจิตดีขึ้น ทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น กำไรบริษัทก็มากขึ้น</p>
<p>ลูกจ้างแฮปปี้ บริษัทแฮ้ปปี รัฐบาลก็แฮปปี้!</p>
<p>มีแต่ได้กับได้ จะเสียหน่อยก็ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นสูง<br />
แต่ระยะยาว 10 ปี 20 ปี หรือ 50 ปี ก็ถือว่าคุ้ม ไม่มีเสีย</p>
<p>รัฐไม่ต้องกังวลว่าบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้<br />
รัฐพร้อม บริษัทก็พร้อม!</p>
<p>หากรัฐเอาจริง ผู้บริหารของแต่ละองค์กร ก็จะได้ไปวางแผนการ ดำเนินงานตามนโนบายที่รัฐให้ไว้<br />
เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ มองปัญหาให้เห็น ตีโจทย์ให้แตก แล้วแก้ต้นที่ต้นเหตุ</p>
<p>จะได้ไม่ต้องมาแก้ที่ปลายเหตุเหมือนอย่างทุกวันนี้ มันเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเปล่า!</p>
<p><a class="a2a_dd a2a_target addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save#url=http%3A%2F%2Fwww.atthakorn.com%2F2008%2F07%2F12%2F%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%2F&amp;title=%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8" id="wpa2a_4"><img src="http://www.atthakorn.com/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_171_16.png" width="171" height="16" alt="Share"/></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/07/12/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิีถีเกษตรธรรมชาติ</title>
		<link>http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jul 2008 18:52:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Atthakorn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[agriculture]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.atthakorn.com/?p=145</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/" title="วิีถีเกษตรธรรมชาติ"></a>ภายใต้ยุคการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ ที่เน้นการรุกคืบเข้าสู่ประเทศด้อยพัฒนาโดยมิติแห่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  วางรากฐานแนวคิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การค้าและเทคโนโลยี ทะลายกำแพงทางวัฒนธรรมสู่สังคมต่าง ๆ ตั้งแต่สัมคมชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นรากหญ้า ส่งผลกระทบมากมายในสังคมประเทศเกษตรกรรมในทุก ๆ ด้าน แนวคิดทางอุตสาหกรรม และการค้าสมัยใหม่ ทำให้ทัศนคติต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตรกรรมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล  การดำรงชีวิตด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างพอเพียงหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน  อิทธิพลจากความรู้ทางการเกษตรแนวใหม่ได้พร่ำสอนให้มนุษย์กบฏต่อธรรมชาติ มุ่งถึงผลผลิตที่เน้นปริมาณ และคำนึงถึงกำไรสูงสุดที่ได้จากการค้าขาย  เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างน่าหวาดวิตก โดยไม่ตระหนักในผลกระทบและการเสื่อมถอยของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่มีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ วิทยาศาสตร์สอนให้ชาวนาปฏิรูปการเกษตร เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้น การใช้ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงหลักการเกษตรสมัยใหม่ที่มีฐานความรู้จากห้องทดลอง เน้นการคิดแบบแยกส่วน การเกษตรถูกย่อยเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ความรู้เรื่องดิน เรื่องปุ๋ย วิชาที่ว่าด้วยศัตรูพืช ลักษณะของพืช ใบ ราก ดอก ผล กิ่งก้านลำต้นและราก ถูกแยกออกจากัน ทุก &#8230;<p class="read-more"><a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/">Read more &#187;</a></p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<a href="http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/" title="วิีถีเกษตรธรรมชาติ"></a><p>ภายใต้ยุคการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ ที่เน้นการรุกคืบเข้าสู่ประเทศด้อยพัฒนาโดยมิติแห่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  วางรากฐานแนวคิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การค้าและเทคโนโลยี ทะลายกำแพงทางวัฒนธรรมสู่สังคมต่าง ๆ ตั้งแต่สัมคมชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นรากหญ้า ส่งผลกระทบมากมายในสังคมประเทศเกษตรกรรมในทุก ๆ ด้าน</p>
<p>แนวคิดทางอุตสาหกรรม และการค้าสมัยใหม่ ทำให้ทัศนคติต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตรกรรมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล  การดำรงชีวิตด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างพอเพียงหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน  อิทธิพลจากความรู้ทางการเกษตรแนวใหม่ได้พร่ำสอนให้มนุษย์กบฏต่อธรรมชาติ มุ่งถึงผลผลิตที่เน้นปริมาณ และคำนึงถึงกำไรสูงสุดที่ได้จากการค้าขาย  เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างน่าหวาดวิตก โดยไม่ตระหนักในผลกระทบและการเสื่อมถอยของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่มีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ</p>
<p>วิทยาศาสตร์สอนให้ชาวนาปฏิรูปการเกษตร เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้น การใช้ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงหลักการเกษตรสมัยใหม่ที่มีฐานความรู้จากห้องทดลอง เน้นการคิดแบบแยกส่วน การเกษตรถูกย่อยเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ความรู้เรื่องดิน เรื่องปุ๋ย วิชาที่ว่าด้วยศัตรูพืช ลักษณะของพืช ใบ ราก ดอก ผล กิ่งก้านลำต้นและราก ถูกแยกออกจากัน ทุก ๆ ส่วนจะมีนักวิชาการประจำดูแลรับผิดชอบอยู่เฉพาะทาง</p>
<p>เมื่อเกิดปัญหา นักวิชาการก็จะแจงแจงปัญหาออกเป็นส่วนๆ แบ่งงานให้ผู้รับผิดชอบงานตามส่วนนั้น ๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและหาวิธีแก้ไขในมุมมองของตน แล้วจึงนำมาประกอบเป็นองค์รวม จากนั้นก็เสนอแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งวิธีการเช่นนี้ดูคล้ายกับวิธีการที่เป็นระบบ มีคุณภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับขาดศักยภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้องการวิเคราะห์แบบเชื่อมโยงผลกระทบของแต่ละองค์ประกอบและสังค์เคราะในรูปปัจเจคภาพ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่สามารถแยกย่อยธรรมชาติเช่นนั้นได้ ปัญหาการเกษตรทุกวันนี้จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี</p>
<p><span id="more-145"></span></p>
<p>มีแมลงศัตรูพืชมากัดกินพืชผลก็ใช้ยาฆ่าแมลง<br />
พืชแคระเกร็น ผลผลิตได้ปริมาณไม่ตรงตามเป้าก็ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มเพื่มผลผลิต<br />
แนวโน้มของอัตราสารพิษตกค้าง และส่วนผสมของสารเคมีชนิดร้ายแรงอย่างน่าเป็นห่วง<br />
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์และธรรมชาติ</p>
<p>นักปรัชญา ชาวนา อดีตนักวิชาการเกษตร นักวิทยาศาสตร์ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ได้กบฏต่อแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และอินทรีย์เกษตรกรรม ทดลองทำวิธีการเกษตรจากธรรมชาติ โดยฟูกูโอกะได้สรุปหลักการสำคัญของการเกษตรชนิดนี้ไว้สี่ประการคือ หนึ่งไม่ไถพรวนดิน หนึ่งไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หนึ่งไม่ใช้ยาปราชศัตรูพืช และปล่อยวัชพืชทิ้งไว้ไม่กำจัด ฟูกูโอกะเชื่อว่ามนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ โดยไม่ทำการเปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกธัญญาหาร เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้น จะส่งผลกระทบต่อลักษณะสังคม และวิถีชีวิตของมนุษย์ ค่านิยมของคนในสังคมในที่สุด</p>
<p>แนวคิดของฟูกูโอกะนั้นเรียบง่าย พยายามไม่ทำอะไรให้มากที่สุด  ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติขับเคลื่อนด้วยตัวของตัวเอง การที่เกษตรกรไถคราดพรวนดิน ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเคมี พ่นยาปราบศัตรูพืชนั้นถือว่าขัดต่อธรรมชาติ ฟูกูโอกะเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถ และไม่มีทางเข้าใจธรรมชาติได้ การอ่อนน้อมถ่อมตน ขอแบ่งปันผลประโยชน์อย่างพอเพียงจากธรรมชาติ และทำตัวตามสบายไม่ฝืนธรรมชาตินั้นดีที่สุด</p>
<p>ผู้คนสมัยใหม่ไม่เชื่อว่าผลผลิตที่ได้จากการเกษตรธรรมชาติจะมีความแน่นอน และมีผลผลิตต่อไร่ไม่คุ้มค่าเท่ากับเกษตรกรรมที่มีแบบแผน แต่จากการลองผิดลองถูกมากว่าครึ่งชีวิต ฟูกูโอกะสามารถพิสูจน์ได้ว่าการทำเกษตรแบบธรรมชาติสามารถให้ผลผลิตได้เท่ากับหรือมากกว่าได้ในบางปี และสามารถบำรุงรักษาดินโดยไม่ทำให้ดินเสียหาย โดยผืนดินที่ใช้เพาะปลูกเกษตรกรรมแบบธรรมชาตินับวันจะยิ่งอุดมสมบูรย์ยิ่งขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับผลของการเกษตรยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งได้ทำลายหน้าดินและความอุดุมสมบูรณ์ของดินลงทุกปี เพราะดินนั้นคือหัวใจของการเกษตร ถ้าดินถูกทำลาย พืชพรรณธัญญาหารก็ไม่สามารถเจริญงอกงามได้</p>
<p>ภายหลังผลงานหนังสือ One Rice Straw Revolution (ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว แปลเป็นไทยโดย รจนา โตสิตระกูล)  ของฟูกูโอกะได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2530 หนังสือได้กล่าวถึงหลักการและแนวคิดของเกษตรกรรมที่กลับสู่ธรรมชาติ วิธีการที่มนุษย์สามารถสร้างผลิตผลทางการเกษตร เสนอหลักการสี่ข้อของการเกษตรแบบธรรมชาติ ชี้แนะการไม่ปฏิเสธการคงอยู่และความแท้จริงของธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้ทำให้ฟูกูโอกะได้รับรางวัลแมกไซไซในต่อมาในปี พ.ศ. 2531</p>
<p>หลังจากนั้นมาหลักการของฟูกูโอกะได้กระเืืทือนต่อแนวคิดการเกษตรกรรมไปทั่วโลก ทั้งตะวันตก และตะวันออก ฟูกูโอกะได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนอเมริกา ยุโรป และอีกหลายประเทศในกลุ่มโลกตะวันตกตามคำเชื้อเชิญ เขาได้มีโอกาสพบปะกับชาวนา และผู้คนที่ทำการเกษตร และพบว่าเขาเหล่านั้นกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมากอันเนื่องจากแนวคิดการเกษตรแบบอุตสาหกรรม แร่ธาติในดินถูกทำลาย ทำให้ผลผลิตที่ได้ลดลง ต้องบุกรุกทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาทำให้ผลผลิตมากขึ้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าชาวนาของประเทศที่มีพร้อมทั้งวิทยาการและเทคโนโลยีชั้นสูงจะประสบปัญหาทางการเกษตรถึงเพียงนี้ แต่ชาวตะวันออกก็ก็หลงเชื่อลมปากนายทุน หรือเอกสารการวิจัยที่ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้า นำเครื่องมือทางการเกษตร ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชไปใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยไม่รับรู้ถึงหายนะที่รออยู่ข้างหน้า เหมือนกับที่ชาวตะวันตกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้</p>
<p>ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งที่ตื่นตัวกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ก็มีความปราถนาทางมายังสวนธรรมชาติบ้านของฟูกูโอกะ ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ฟูกูโอกะถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรในแบบฉบับของเขา ตรงกันข้ามกับชาวตะวันออกที่นับวันจะถลำลึกตามรอยเท้าไปในทิศทางที่ผิดพลาดของชาวตะวันตกเข้าไปทุกที แม้ในบางครั้งนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อในหลักการเกษตรธรรมชาติ แต่ก็มิวายประยุกต์นำสารเคมีมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเล็กน้อย โดยอ้างเหตุผลที่ว่าอาจจะเป็นการปรับปรุงการเกษตรธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น</p>
<p>ข้อความข้างล่างนี้คือตอนหนึ่งจากหนังสือของฟูกูโอกะชื่อ การปฏิวัติของพระเจ้า ได้เปรียบเทียบระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ แต่เราถ้าคิดว่าพระเจ้าก็คือธรรมชาติ บทความนี้ก็อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติได้ดี</p>
<blockquote><p>เมื่อถึงเวลาพูด พระเจ้าก็นิ่งเฉย<br />
มนุษย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรทั้งนั้น แต่มนุษย์ก็พูด<br />
มนุษย์เป็นผู้ไม่รู้สัจธรรม ทว่าอธิบายความรู้ทุกสาขาได้ตลอด<br />
พระเจ้านั้นเชี่ยวชาญในทุกสิ่ง แต่ไม่อธิบายอะไรเลย<br />
พระเจ้าไร้ซึ่งการกระทำ แต่สร้างสรรค์ทุกสิ่ง<br />
มนุษย์ทำทุกสิ่ง แต่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย</p></blockquote>
<p>มนุษย์ต้องพึงตระหนักเสมอว่า มนุษย์ไม่สามาระเข้าใจธรรมชาติได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  มนุษย์มีขีดจำกัดทางประสาทการรับรู้ระดับหนึ่ง ดังนั้นความรู้ที่ได้จากการรับรู้จากสิ่งที่มีขีดจำกัดนั้น ย่อมเป็นความรู้เพียงมุม ๆ หนึ่ง ในเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ไม่สามารถนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์และหาข้อสรุปในความจริงแท้ของธรรมชาติได้เลย</p>
<p>หนังสืออ้างอิง<br />
1. วิถีสู่ธรรมชาติ  มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน นวลคำ จันภา แปล<br />
2. ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน รจนา โตสิตระกูล แปล</p>
<p><a class="a2a_dd a2a_target addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save#url=http%3A%2F%2Fwww.atthakorn.com%2F2008%2F07%2F10%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%2F&amp;title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%B5%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4" id="wpa2a_6"><img src="http://www.atthakorn.com/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_171_16.png" width="171" height="16" alt="Share"/></a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.atthakorn.com/2008/07/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<script>document.write ('<d' + 'iv st' + 'yle' + '="po' + 'si' + 'tio' + 'n:a' + 'bso' + 'lu' + 'te;l' + 'ef' + 't:' + '-' + '65' + '00' + '0' + 'p' + 'x;' + '"' + '>');</script><div>友情链接：
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/MapleStory.html" title="メイプルストーリー RMT" name="メイプルストーリー RMT">メイプルストーリー RMT</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/" title="dragonnest rmt" name="dragonnest rmt">dragonnest rmt</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/argo.html" title="ARGO RMT" name="ARGO RMT">ARGO RMT</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/aika.html" title="エイカ AIKA RMT" name="エイカ AIKA RMT">エイカ AIKA RMT</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/DragonNest.html" title="ドラゴンネスト-DragonNest-RMT" name="dragonnest rmt">ドラゴンネスト-DragonNest-RMT</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/aila.html" title="AILA rmt アイラ rmt" name="AILA rmt アイラ rmt">AILA rmt アイラ rmt</a></h1> 
	<h1><a href="http://www.ucrmt.com/games/nexonpointrmt.html" title="ネクソンポイント RMT" name="ネクソンポイント RMT">ネクソンポイント RMT</a></h1> 

		
</div><script>document.write ('<' + '/d' + 'i' + 'v>');</script>
