เผลอใจคิดนู่นคิดนี่ อ่านหนังสือ ดูหนัง อึดใจเดียวช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ก็ผ่านไปแล้ว รวดเร็วจริง ๆ
จะว่าไปการได้อยู่กับตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกัน มีโอกาสทำความเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น บางส่วนที่ยังขาดก็ต้องหามาเสริม ส่วนอันที่เกินนี่ก็ต้องหาทางตัดหน่อย ขี้ริ้วขี้เหร่บ้าง ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบร้อนอะไร
เคยรู้สึกเหงา อยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
จากที่คุ้นเคยกับสังคมหัวเมืองต่างจังหวัด ชีวิตเด็กหอ มีเพื่อนมีฝูง ไปมาหากันสะดวก ง่ายขนาดไหนก็ลองคิดดูว่า การย้ายก้นจากห้องตัวเอง ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก้นอันเดียวกันก็ไปวางอยู่ที่พื้น-เก้าอี้ห้องเพื่อนแล้ว อาหารการกิน หาง่ายและแสนสะดวก มีทั้งปริมาณและคุณภาพรวมอยู่ในจาน ๆ เดียว บางร้านอร่อยมากจนต้องขอบอกว่าแซบอีหลี
กลับมาสู่ปัจจุบัน ใจกลางเมืองหลวง ตัวละครคงเดิม แต่ฉากหลังเปลี่ยน
นัดเพื่อนนอกสถานที่ อาจจะต้องโทรบอกล่วงหน้าสักสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เผื่อเวลาเดินทาง เพื่อนที่เคยมากหน้าหลายตา ไปไหนไปกันทีละสิบคน บางคราก็ถึงยี่สิบคน จนบัดนี้ เหลือติดต่อกันจริง ๆ ไม่ถึงสิบส่วนร้อยด้วยซ้ำ
ข้าวปลาอาหาร สมัยอยู่ต่างจังหวัดเคยกินในร้านจากละ 20-30 บาท อาหารเต็มจาน มาอยู่กรุงเทพราคาแบบนี้ ต้องแผงลอย ร้านก๋วยเต๊ยวตามทางเท้าเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย (มีบ้างแต่น้อยมาก) ที่คนพลุกพล่านหรือที่อยู่ในห้างร้าน ราคาก็เพิ่มตามสัดส่วน ค่าแอร์ ค่าแบรนด์บ้าง นานาจิปาถะ
ก็อย่างว่าค่าที่ทางมันแพง ขายราคาต่ำก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคนให้บริการ หรือคนค้าขาย พนักงานลูกจ้างที่ได้เงินเดือนประจำมา มีเงินแต่ไม่มีข้าวขาย มันก็อยู่ไม่ได้ ก็ถือว่าช่วย ๆ กันไป
สังคมที่เร่งรีบ เงินเป็นใหญ่ ต่างคนต่างดิ้นรน เพื่อนที่เคยติดต่อกันบ่อย ก็ห่างเหินกันไป เด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่เช่าหออยู่คนเดียว พอเลิกงาน หาอะไรลงท้อง อิ่มแล้วก็เดินทางกลับ
รู้ตัวอีกที ก็เหลือเพียงคนเดียว …
ช่วงแรกก็อยู่ลำบาก รู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ตกเย็นรีบเข้านอน ในความหวังว่าเช้าวันใหม่ ไปทำงานตอนเช้า เจอผู้เจอคน เจอเพื่อนร่วมงาน หลังเลิกบางวันก็ไปสังสรรมันก็คลายความเหงาไปได้บ้าง
แต่พอถึงหอ ทุกอย่างก็จางหายไป เป็นอย่างนี้ทุก ๆ วัน
อยู่ไปอยู่มา เอ๊ะ! มันก็ดีเหมือนกัน จากแต่ก่อนเวลาส่วนใหญ่ต้องให้เพื่อน ให้การเข้าสังคม แต่เดี๋ยวนี้มีเวลาดูหนัง ดูละคร ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ก็สนุกไปอีกแบบ
บางวันนั่งเฉย ๆ นึกคิดไปเรื่อยเปื่อย นึกถึงเรื่องราวในหนังสือ ในภาพยนต์ นั่งเล่นในสวนสารธารณะดูผู้คนรอบกาย ค่อย ๆ สังเกตความเป็นไปของชีวิต มันก็สุขใจดีเหมือนกัน
น่าแปลกทำไมต้นไม้มันจึงอยู่ได้ที่เดิมทั้งวัน ทุกวัน ทั้งที่มันมีชีวิต มันอาจจะอยากเดินไปไหน ไปดูที่แปลกตา ไปเจอต้นไม้สายพันธุ์อื่น แต่มันกลับเลือกยืน ฝังรากลงลึก ไม่เคยเคลื่อนไปไหน ทั้งที่มันอาจเดินได้ ตามทฤษฏีวิวัฒนาการ
มันมีความสุขที่ได้เฝ้ามองสรรพสิ่ง
บางทีความสุขอาจจะไม่ต้องขวนขวายที่ไหน แต่หากมันอยู่ในใจเราเอง