Whoosh Effect! เกิดอะไรขึ้นทำไมน้ำหนักไม่ลด?


Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn0

คนที่คุมอาหารและออกกำลังกายทุกวัน น้ำหนักจะลดลงเรื่อยๆ ทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้างจนมาถึงจุดหนึ่ง ชั่งน้ำหนักแล้วเข็มตาชั่งไม่กระดิก ถึงแม้จะออกกำลังกายและคุมอาหารตามโปรแกรมเดิม เข็มตามชั่งนี้อาจจะเป็นแบบนี้อยู่วัน หรือหลายวันทำให้เกิดความรู้สึกท้อถอยในการลดน้ำหนัก

 

ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น DO NOT STOP WORKOUT เพราะว่าเหตุการณ์ที่เรียกว่า WHOOSH Effect กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า เพียงชั่วข้ามคืนอยู่ดีๆ น้ำหนักก็จะลดลงแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 1-3 kg

 

แล้วมันคืออะไรล่ะเจ้า Whoosh Effect นี่?

 

Whoose Effect

มีคนอธิบายเรื่องของ Whoosh Effect ไว้ว่า ปกติเซลล์ไขมันจะมีขนาดเล็ก แต่เมื่อเราอ้วนเซลไขมันจะขยายขนาดใหญ่เนื่องจากเก็บ Triglycerides ไว้มาก และจะไม่อมน้ำไว้

 

แต่เมื่อเวลาเราอยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนัก ร่างกายจะพยายามดึง triglycerides ออกไปใช้เป็นพลังงานในช่วงคาร์ดิโอ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน

 

http://www.bellaonline.com/articles/art182371.asp

http://www.bellaonline.com/articles/art182371.asp

 

เมื่อ Triglycerides ถูกนำไปใช้งาน กลไกของเซลไขมันจะยังไม่หดตัวทันที แต่จะดูดซึมน้ำไว้แทน การดูดซึมน้ำนี้อาจจะใช้เวลาหนึ่งวันหรือหลายวัน บางรายอาจจะเป็นอาทิตย์ ซึ่งเป็นกลไกปกติของเซลไขมันที่จะยังคงขนาดเดิมเผื่อเก็บ Triglyceride ในอนาคต

 

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เซลไขมันประเมินแล้วว่า ไม่มี Triglyceride มาเพิ่มเติมจึงตัดสินใจคายน้ำออก และลดขนาดเซลลงทันทีทันใด จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่คนออกกำลังกายตื่นมาก็น้ำหนักลดฮวบฮาบ สัดส่วนและหน้าท้องลดลงในชั่วข้ามคืน

 

ดังนั้นคนที่กำลังลดน้ำหนักพึงระลึกไว้เสมอว่า เวลาชั่งน้ำหนักแล้วน้ำหนักไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะน้ำหนักน้ำที่เซลไขมันอมไว้

 

อย่าเพิ่งยอมแพ้เด็ดขาด!

 

http://fightingchronicpain.com/2014/04/30/the-start-of-it-all-choices-get-mad-and-fight-back/

http://fightingchronicpain.com/2014/04/30/the-start-of-it-all-choices-get-mad-and-fight-back/

 

เพราะในไม่ช้าจะเกิดเหตุการณ์ Whoosh Effect ขึ้น ร่างกายกำลังจะปลดปล่อยน้ำชุดใหญ่ และน้ำหนักจะลดลงฮวบฮาบแบบไม่ทันตั้งตัว

Happy Workout!

 

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn0

Comments